ความเสียหายสิ้นเชิงเกี่ยวกับรถ

563 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ความเสียหายสิ้นเชิงเกี่ยวกับรถ

ความเสียหายสินเชิงเกี่ยวกับรถ หมายถึง ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์หรือการใช้รถยนต์ของบุคคล ซึ่งอาจเป็นผลมาจากอุบัติเหตุ ความประมาท หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของผู้อื่น

 

 

ประเภทของความเสียหายที่เกี่ยวกับรถ
1. ความเสียหายต่อทรัพย์สิน (ตัวรถยนต์)

  • รถยนต์ได้รับความเสียหาย เช่น ตัวถังรถบุบ แตก หรือเสียหายจากการชน
  • ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอะไหล่
  • กรณีที่รถเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ (Total Loss)อาจมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามมูลค่าของรถ

2. ความเสียหายต่อบุคคล

  • ค่ารักษาพยาบาลของผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารที่บาดเจ็บ
  • การสูญเสียรายได้จากการบาดเจ็บที่ทำให้ไม่สามารถทำงานได้
  • ความเสียหายจากการสูญเสียชีวิต เช่น ค่าใช้จ่ายงานศพ หรือค่าเยียวยาญาติผู้เสียชีวิต

3. ความเสียหายต่อผลประโยชน์การใช้รถ

  • ค่าเสียหายที่เกิดจากการไม่สามารถใช้รถได้ เช่น ค่ารถเช่าชั่วคราวในระหว่างการซ่อมแซม
  • ค่าเสียหายจากการเสียโอกาสทางธุรกิจ เช่น รถที่ใช้สำหรับการส่งสินค้าเสียหาย

4. ความเสียหายทางอ้อม

  • ค่าขึ้นศาลหรือค่าดำเนินการทางกฎหมาย
  • ค่าใช้จ่ายในกรณีที่ต้องเรียกร้องค่าเสียหายผ่านบริษัทประกัน

 

สาเหตุของความเสียหายที่เกี่ยวกับรถ

1. อุบัติเหตุทางรถยนต์
เช่น การชน การเฉี่ยว หรือการลื่นไถลบนถนน

2. การกระทำโดยเจตนาหรือประมาทของบุคคลอื่น
เช่น มีคนทำลายรถด้วยเจตนาหรือขับรถโดยไม่ระมัดระวังจนชนรถของผู้อื่น

3. ปัจจัยภายนอก
เช่น ต้นไม้ล้มทับรถ น้ำท่วม หรือไฟไหม้

4. การละเมิดสัญญาประกันภัย
เช่น บริษัทประกันปฏิเสธการชดใช้ความเสียหายโดยไม่ชอบธรรม

 

การเรียกร้องความเสียหายเกี่ยวกับรถ
1.  การเจรจากับคู่กรณี
หากสามารถตกลงกันได้ คู่กรณีอาจชดใช้ความเสียหายโดยตรง เช่น ค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถ

2. การใช้สิทธิผ่านประกันภัย

  • ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.): คุ้มครองกรณีที่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ
  • ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ: เช่น ประกันชั้น 1, 2+, 3+ ที่คุ้มครองความเสียหายต่อรถและบุคคล

3. การดำเนินคดีทางกฎหมาย

  • หากคู่กรณีไม่ยอมรับผิด ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้
  • การเรียกร้องอาจครอบคลุมค่าซ่อมรถ ค่าเสียโอกาส หรือค่าเยียวยาอื่น ๆ

คำแนะนำในการจัดการเมื่อเกิดความเสียหายเกี่ยวกับรถ
1.  แจ้งตำรวจ
เพื่อทำบันทึกประจำวันในกรณีที่มีอุบัติเหตุหรือความเสียหาย
2. แจ้งบริษัทประกันภัย
หากมีประกันภัย ให้แจ้งเหตุเพื่อดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย
3. รวบรวมหลักฐาน
เช่น รูปภาพความเสียหาย เอกสารค่าซ่อม และข้อมูลของคู่กรณี
4. ขอคำปรึกษากฎหมาย
หากมีความซับซ้อนหรือคู่กรณีปฏิเสธความรับผิด ให้ปรึกษาทนายความ

 

 

กรณีรถยนต์พลิกคว่ำ เป็นหนึ่งในอุบัติเหตุที่ร้ายแรงและอาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทรัพย์สิน ชีวิต และสุขภาพ กรณีนี้มีลักษณะเฉพาะที่ต้องพิจารณาในหลายแง่มุม ทั้งเรื่องความรับผิดชอบ ความเสียหายที่เกิดขึ้น และวิธีการเรียกร้องค่าเสียหาย

สาเหตุที่พบบ่อยของอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ
1.  การขับขี่โดยประมาท

  • การขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
  • การเลี้ยวหรือเปลี่ยนเลนอย่างรวดเร็วโดยไม่ระวัง
  • การบังคับรถผิดพลาด เช่น หักพวงมาลัยกะทันหัน

2. สภาพถนน

  • ถนนลื่นจากฝน น้ำมัน หรือกรวดหิน
  • ถนนคดเคี้ยวหรือทางลาดชันที่ผู้ขับขี่ไม่คุ้นเคย

3. สภาพรถยนต์

  • ยางรถยนต์ชำรุดหรือเสื่อมสภาพ
  • การบรรทุกน้ำหนักเกินจนทำให้รถเสียสมดุล

4. สิ่งกีดขวาง

  • การชนวัตถุ เช่น ขอบถนน หลุมบ่อ หรือยานพาหนะอื่นก่อนพลิกคว่ำ

5. ปัจจัยภายนอก

  • ลมแรงหรือการกระทำของบุคคลที่สาม เช่น รถคันอื่นชน

 

ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากรถพลิกคว่ำ

1. ความเสียหายต่อทรัพย์สิน
  • ตัวรถได้รับความเสียหายอย่างหนัก เช่น โครงสร้างตัวถังยุบ กระจกแตก หรือระบบเครื่องยนต์เสียหาย
  • ทรัพย์สินในรถ เช่น กระเป๋า คอมพิวเตอร์ หรือสิ่งของมีค่าเสียหาย

2. ความเสียหายต่อบุคคล

  • การบาดเจ็บต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เช่น บาดเจ็บเล็กน้อยถึงสาหัส หรือการเสียชีวิต
  • ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูร่างกาย หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง

3. ความเสียหายทางผลประโยชน์

  • การสูญเสียโอกาสทางการทำงานหรือธุรกิจ
  • ค่าซ่อมแซมที่ทำให้รถใช้งานไม่ได้ชั่วคราว
  • ค่าใช้จ่ายในการเดินทางหรือเช่ารถ

 

การจัดการเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ
1. ความปลอดภัย

  • หยุดรถในที่ปลอดภัยและเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน
  • ตรวจสอบสภาพร่างกายของตนเองและผู้โดยสาร หากมีผู้บาดเจ็บให้แจ้งหน่วยกู้ภัยทันที

2. แจ้งตำรวจ

  • เพื่อบันทึกเหตุการณ์ในรายงานประจำวัน โดยเป็นเอกสารสำคัญสำหรับการเรียกร้องค่าเสียหาย

3. แจ้งบริษัทประกันภัย

  • แจ้งเหตุการณ์และประสานงานกับบริษัทประกันภัยทันที
  • ถ่ายภาพความเสียหายของรถ สภาพแวดล้อม และบันทึกพยานหรือข้อมูลคู่กรณี (ถ้ามี)

4. ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ

  • หากเกิดปัญหาหรือความซับซ้อน เช่น บริษัทประกันปฏิเสธการชดเชย ให้ปรึกษาทนายความ

 

การเรียกร้องค่าเสียหาย
1. ผ่านประกันภัย

  • ประกันชั้น 1: ครอบคลุมค่าเสียหายทุกประเภท รวมถึงกรณีที่ไม่มีคู่กรณี
  • ประกันชั้น 2+ หรือ 3+: คุ้มครองกรณีเกิดอุบัติเหตุที่มีคู่กรณี
  • ประกันชั้น 3: อาจไม่คุ้มครองกรณีรถพลิกคว่ำที่เกิดขึ้นเอง

2. เรียกร้องจากคู่กรณี (ถ้ามี)

  • หากอุบัติเหตุเกิดจากความผิดของผู้อื่น เช่น มีรถคันอื่นชนจนทำให้รถพลิกคว่ำ สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่กรณีได้

3 . การฟ้องร้อง (กรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้)

  • ผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่กรณีหรือบริษัทประกัน

 

เอกสารสำคัญในการเรียกร้องค่าเสียหาย

  • รายงานเหตุการณ์จากตำรวจ
  • ใบเสนอราคาซ่อมรถจากอู่หรือศูนย์บริการ
  • หลักฐานค่ารักษาพยาบาล (ถ้ามี)
  • หลักฐานการสูญเสียรายได้หรือโอกาสทางธุรกิจ
  • กรมธรรม์ประกันภัยและหลักฐานการแจ้งเหตุ

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • หากรถพลิกคว่ำโดยไม่มีคู่กรณี เช่น เกิดจากสภาพถนนหรือความผิดพลาดของผู้ขับขี่เอง ควรตรวจสอบเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยว่าคุ้มครองกรณีนี้หรือไม่
  • หากสภาพถนนหรือปัจจัยภายนอกเป็นสาเหตุ เช่น ถนนมีหลุมหรือไม่มีการติดป้ายเตือน อาจพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

 

กรณีรถเสียหายจากน้ำท่วม เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้บ่อยในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักหรือระบบระบายน้ำไม่ดี ซึ่งความเสียหายลักษณะนี้สามารถส่งผลกระทบทั้งต่อทรัพย์สิน (ตัวรถ) และผู้ขับขี่ โดยเฉพาะหากรถถูกน้ำท่วมจนเสียหายหนักหรือใช้งานไม่ได้

ประเภทของความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม
1.  ความเสียหายต่อรถยนต์

  • ระบบเครื่องยนต์เสียหาย: น้ำเข้าเครื่องยนต์ทำให้เกิดการช็อตหรือพัง (Hydrostatic Lock)
  • ระบบไฟฟ้าเสียหาย: น้ำทำให้สายไฟ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือแบตเตอรี่ชำรุด
  • ระบบเบรกและช่วงล่างเสียหาย: ชิ้นส่วนโลหะ เช่น ดิสก์เบรก สปริง และโช้คอัพ อาจเกิดสนิมหรือเสียประสิทธิภาพ
  • ความเสียหายต่อภายในรถ: เบาะ ผ้าหุ้ม พรม และระบบปรับอากาศอาจเสียหายจากการถูกน้ำท่วม
     

2. ความเสียหายต่อทรัพย์สินในรถ

  • อุปกรณ์หรือสิ่งของที่อยู่ในรถ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เอกสารสำคัญ อาจเสียหายจากน้ำ

3. ความเสียหายทางอ้อม

  • ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วน
  • การสูญเสียโอกาสในการใช้รถ เช่น ใช้รถไม่ได้ระหว่างซ่อม
  • ค่าเดินทางเพิ่มเติม เช่น ค่ารถสาธารณะหรือค่าเช่ารถ

 

การจัดการเมื่อรถถูกน้ำท่วม
1. ประเมินสถานการณ์เบื้องต้น

  • หากรถจอดอยู่ในน้ำ ให้ถ่ายภาพความเสียหายและระดับน้ำที่ท่วมรถไว้เป็นหลักฐาน
  • ห้ามสตาร์ทรถทันที เพราะอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายหนักขึ้น  

2. แจ้งบริษัทประกันภัย

  • โทรแจ้งบริษัทประกันภัยทันทีเพื่อแจ้งเหตุและขอคำแนะนำเกี่ยวกับการเคลม
  • ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับความเสียหายและส่งเอกสารหรือรูปภาพที่เกี่ยวข้อง

3.ติดต่อช่างผู้เชี่ยวชาญ

  • นำรถเข้าตรวจสอบที่อู่ซ่อมหรือศูนย์บริการ โดยเฉพาะอู่ที่มีประสบการณ์ในการซ่อมรถที่เสียหายจากน้ำ
  • ช่างจะตรวจสอบระบบต่าง ๆ เช่น เครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า และภายในรถ

4. ป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม

  • หากต้องรอการช่วยเหลือ ให้นำรถออกจากพื้นที่น้ำท่วม (หากปลอดภัย) หรือป้องกันชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ และเครื่องยนต์

 

ประกันภัยและความคุ้มครองในกรณีน้ำท่วม
1.  ประกันชั้น 1

  • ครอบคลุมกรณีรถเสียหายจากน้ำท่วม รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า และภายในรถ
  • หากรถเสียหายจนซ่อมไม่ได้ ประกันจะชดเชยมูลค่ารถตามราคากรมธรรม์

2. ประกันชั้น 2+ และ 3+

  • อาจมีเงื่อนไขเฉพาะเกี่ยวกับความเสียหายจากน้ำท่วม เช่น ต้องตรวจสอบรายละเอียดในกรมธรรม์
  • บางบริษัทอาจให้ความคุ้มครองน้ำท่วมเฉพาะในกรณีที่เกิดร่วมกับอุบัติเหตุ เช่น รถชนก่อนถูกน้ำท่วม

3. ประกันชั้น 3

  • ไม่ครอบคลุมความเสียหายจากน้ำท่วม

เอกสารที่ใช้ในการเคลมประกัน

  • สำเนากรมธรรม์ประกันภัย
  • สำเนาทะเบียนรถ
  • รูปถ่ายความเสียหายและพื้นที่ที่รถถูกน้ำท่วม
  • รายงานความเสียหายจากอู่หรือศูนย์ซ่อม
  • บันทึกประจำวันจากตำรวจ (ในบางกรณี)

 

คำแนะนำในการป้องกันรถจากน้ำท่วม
1.  หลีกเลี่ยงการจอดรถในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม

  • หลีกเลี่ยงจอดรถในที่ต่ำ เช่น ใต้สะพานหรือชั้นใต้ดิน

2. ติดตามข่าวสารสภาพอากาศ

  • ตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมก่อนเดินทาง

3. เพิ่มความคุ้มครองประกันภัย

  • หากพื้นที่ที่อยู่อาศัยมีความเสี่ยงน้ำท่วมสูง ควรพิจารณาทำประกันชั้น 1 หรือเพิ่มความคุ้มครองพิเศษ

 

กรณีที่ไม่มีประกันภัยครอบคลุม

  • คุณอาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง หากไม่มีประกันที่ครอบคลุมน้ำท่วม
  • ตรวจสอบว่าความเสียหายสามารถซ่อมได้ในราคาที่เหมาะสมหรือไม่
  • หากน้ำท่วมเกิดจากการละเลยของหน่วยงานรัฐ เช่น ระบบระบายน้ำที่ล้มเหลว คุณอาจพิจารณาเรียกร้องค่าเสียหายผ่านกระบวนการทางกฎหมาย

 

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  
โทรหาศูนย์บริการลูกค้า ธีร์ ทำดีแคร์  096-192-9698

 

 

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้