251 จำนวนผู้เข้าชม |
แม้ไม่มีการจำกัดจำนวนครั้งที่เคลมประกันได้ในปีหนึ่ง แต่การเคลมบ่อยจะส่งผลต่อเบี้ยประกันและความน่าเชื่อถือของคุณในสายตาบริษัทประกัน การเลือกเคลมเฉพาะกรณีจำเป็นและดูแลรถให้ดีจะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์จากระบบประกันภัยในระยะยาว
วิธีการเคลมประกันรถยนต์แบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะของเหตุการณ์และประเภทของประกันที่คุณมี ดังนี้:
1. เคลมสด
ความหมาย : การแจ้งเคลมทันทีที่เกิดเหตุ โดยมีเจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันเดินทางมาที่จุดเกิดเหตุเพื่อสำรวจและบันทึกข้อมูล
ขั้นตอน
1. ติดต่อบริษัทประกันผ่านสายด่วนหรือเบอร์โทรที่ระบุในกรมธรรม์
2. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ เช่น ตำแหน่ง, ลักษณะเหตุการณ์, และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
3. รอเจ้าหน้าที่บริษัทประกันมาที่จุดเกิดเหตุ
4. รับเอกสารแจ้งเคลม (ใบเคลม) เพื่อใช้ในขั้นตอนซ่อมรถ
ตัวอย่างเหตุการณ์
2. เคลมแห้ง
ความหมาย : การแจ้งเคลมหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นไปแล้ว โดยไม่มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีที่เกิดเหตุ
ขั้นตอน
1. ติดต่อบริษัทประกันเพื่อแจ้งเหตุการณ์
2. นำรถไปที่ศูนย์หรืออู่ที่อยู่ในเครือบริษัทประกัน
3. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความเสียหายและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
4. รับใบเคลมเพื่อนำไปใช้ในการซ่อมรถ
ตัวอย่างเหตุการณ์
3. เคลมแบบไม่มีคู่กรณี
ความหมาย : การแจ้งเคลมในกรณีที่ไม่มีคู่กรณีเกี่ยวข้อง แต่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถของคุณเพียงฝ่ายเดียว
ขั้นตอน
1. ตรวจสอบว่าเงื่อนไขกรมธรรม์ครอบคลุมกรณีนี้หรือไม่ (ประกันชั้น 1 มักครอบคลุม)
2. ติดต่อบริษัทประกันเพื่อแจ้งเหตุการณ์
3. นำรถไปที่ศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมในเครือ
ตัวอย่างเหตุการณ์
หมายเหตุ
เอกสารที่ใช้ในการเคลม
ค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible)
เคลมบ่อย ไม่เคลม ส่งผลต่อประกันรถยังไง
การเคลมประกันรถยนต์บ่อยหรือไม่เคลมเลยมีผลกระทบต่อเบี้ยประกันรถยนต์และเงื่อนไขของประกันในปีถัดไป ดังนี้
1. ผลกระทบหากเคลมบ่อย
1.1 เบี้ยประกันเพิ่มขึ้น:
การเคลมประกันบ่อย ๆ อาจทำให้บริษัทประกันมองว่าคุณมีความเสี่ยงสูง จึงปรับเพิ่มเบี้ยประกันในปีถัดไป หรือในบางกรณีอาจปฏิเสธการต่ออายุกรมธรรม์
1.2 เสียสิทธิ์ส่วนลดประวัติดี (No Claim Bonus):
หากเคลมบ่อยจะไม่ได้รับส่วนลดสำหรับผู้มีประวัติดี ซึ่งปกติจะช่วยลดเบี้ยประกันได้ 20-50% ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัท
1.3 ความยากลำบากในการต่อประกัน:
หากมีประวัติการเคลมบ่อยเกินไป บริษัทประกันบางแห่งอาจปฏิเสธการรับประกัน หรือกำหนดเงื่อนไขพิเศษ เช่น เพิ่มค่าเสียหายส่วนแรก (Excess)
2. ผลกระทบหากไม่เคลมเลย
2.1 ได้ส่วนลดประวัติดี (No Claim Bonus):
การไม่เคลมเลยแสดงถึงการขับขี่อย่างปลอดภัยและลดความเสี่ยง ทำให้บริษัทประกันมอบส่วนลดประวัติดีในปีต่อไป ซึ่งช่วยลดค่าเบี้ยประกันได้มาก
2.2 ความเชื่อมั่นจากบริษัทประกัน:
ผู้ที่มีประวัติดีจะมีโอกาสได้รับข้อเสนอประกันที่ดีกว่า เช่น ค่าเบี้ยประกันที่ต่ำกว่า หรือการพิจารณาความคุ้มครองที่กว้างขึ้น
2.3 ความคุ้มค่าจากประกัน:
แม้จะไม่เคลมเลย แต่หากเกิดเหตุไม่คาดฝันในอนาคต คุณยังมีความคุ้มครองที่มั่นใจได้จากกรมธรรม์
3. ข้อแนะนำ
3.1 เลือกเคลมเฉพาะกรณีจำเป็น : ควรพิจารณาว่าค่าเสียหายที่เกิดขึ้นสูงกว่าค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) หรือไม่ หากค่าเสียหายไม่มาก อาจจ่ายเองเพื่อลดการบันทึกประวัติการเคลม
3.2 รักษาประวัติขับขี่ที่ดี : การขับรถอย่างระมัดระวังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและรักษาสิทธิประโยชน์ในระยะยาว
3.3 ตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ : อ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไขการเคลมและส่วนลดประวัติดีจากบริษัทประกันเพื่อวางแผนอย่างเหมาะสม
เราสามารถเคลมประกันรถยนต์ได้กี่ครั้ง?
จำนวนครั้งที่คุณสามารถเคลมประกันรถยนต์ได้ในแต่ละปีไม่มีการกำหนดจำนวนครั้งที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์และบริษัทประกันที่คุณทำไว้ แต่มีปัจจัยที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับการเคลมบ่อยครั้ง ดังนี้:
1. เงื่อนไขของกรมธรรม์
ประกันชั้น 1:
ประกันชั้น 2+ หรือ 3+
ประกันชั้น 3:
2. ผลกระทบจากการเคลมบ่อย
เบี้ยประกันในปีถัดไปเพิ่มขึ้น
เสียส่วนลดประวัติดี (No Claim Bonus)
ความน่าเชื่อถือในระบบประกัน
3. ข้อควรระวัง
หากความเสียหายเล็กน้อย เช่น รอยขีดข่วนเล็ก ๆ หรือรอยบุบที่ซ่อมแซมได้ในราคาถูก การจ่ายค่าซ่อมเองอาจคุ้มค่ากว่าการเคลม เพื่อรักษาสิทธิ์ส่วนลดประวัติดีและป้องกันการปรับเพิ่มเบี้ยประกันในอนาคต
การแจ้งเคลมจะมีผลต่อเบี้ยประกันปีต่อไปยังไง?
การแจ้งเคลมประกันรถยนต์สามารถส่งผลต่อเบี้ยประกันในปีถัดไปได้ โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของการเคลมและเงื่อนไขของกรมธรรม์ที่คุณมี ดังนี้
1. กรณีที่ส่งผลให้เบี้ยประกันเพิ่มขึ้น
คุณเป็นฝ่ายผิดหรือไม่มีคู่กรณี
เคลมบ่อยครั้ง
เสียสิทธิ์ส่วนลดประวัติดี (No Claim Bonus)
2. กรณีที่ไม่มีผลต่อเบี้ยประกัน
คุณไม่ใช่ฝ่ายผิด (มีคู่กรณีและพิสูจน์ได้)
เคลมกรณีภัยธรรมชาติ
เคลมที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมอุปกรณ์เสริมตามเงื่อนไขประกัน
ปัจจัยที่บริษัทประกันพิจารณาปรับเบี้ยประกัน
1. ประวัติการเคลม: จำนวนครั้งที่เคลมและลักษณะของการเคลม
2. ความเสี่ยงของผู้ขับขี่: รวมถึงอายุ, เพศ, และพื้นที่ที่ใช้งานรถ
3. ลักษณะการใช้รถ: หากรถใช้ในพื้นที่เสี่ยงหรือมีการใช้งานหนัก บริษัทอาจพิจารณาปรับเบี้ยประกันเพิ่ม
วิธีลดผลกระทบต่อเบี้ยประกัน
เลือกเคลมเฉพาะกรณีจำเป็น : หากความเสียหายเล็กน้อย เช่น รอยขีดข่วนเล็ก ๆ การซ่อมแซมด้วยตนเองอาจช่วยรักษาสิทธิ์ส่วนลดประวัติดี
รักษาประวัติการขับขี่ที่ดี : ขับรถอย่างระมัดระวังเพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุ
ตรวจสอบเงื่อนไขประกัน : เลือกกรมธรรม์ที่มีความยืดหยุ่น เช่น ประกันที่ให้คุ้มครองโดยไม่เพิ่มเบี้ยแม้เคลม
สรุป
การเคลมประกันมีผลต่อเบี้ยประกันในปีถัดไป โดยเฉพาะกรณีที่คุณเป็นฝ่ายผิดหรือเคลมบ่อยครั้ง หากสามารถหลีกเลี่ยงการเคลมในกรณีเล็กน้อยได้ จะช่วยลดโอกาสในการเสียสิทธิ์ส่วนลดและรักษาเบี้ยประกันในระดับที่เหมาะสม.
ผลกระทบจากการแจ้งเคลมบ่อย
1. เบี้ยประกันเพิ่มขึ้น
2. เสียสิทธิ์ส่วนลดประวัติดี (No Claim Bonus)
3. ความยากลำบากในการต่อประกัน
4. ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง
บริษัทประกันอาจมองว่าคุณเป็นผู้ขับขี่ที่มีความเสี่ยงสูง (High-Risk Driver) ซึ่งอาจทำให้ต้องจ่ายเบี้ยประกันในอัตราที่สูงกว่าปกติ แม้ในปีถัดไปคุณจะไม่ได้เคลมก็ตาม.
ลักษณะของการเคลมที่ส่งผลต่อเบี้ยประกัน
1. เคลมจากความผิดของคุณเอง
2. เคลมกรณีไม่มีคู่กรณี
3. เคลมกรณีที่มีคู่กรณี
การป้องกันผลกระทบต่อเบี้ยประกัน
1. เลือกเคลมเฉพาะกรณีจำเป็น
2. ขับขี่อย่างปลอดภัย
3. ตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์
4. ดูแลและจอดรถในที่ปลอดภัย
สรุป
การแจ้งเคลมบ่อย ๆ ส่งผลให้เบี้ยประกันในปีถัดไปเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหากคุณเป็นฝ่ายผิดหรือเกิดความเสียหายที่สามารถป้องกันได้ การเลือกเคลมเฉพาะในกรณีจำเป็นและรักษาประวัติขับขี่ที่ดีจะช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทรหาศูนย์บริการลูกค้า ธีร์ ทำดีแคร์ 096-192-9698