วิธีเคลมประกันรถยนต์ ที่คนมีรถยนต์ต้องรู้!!

464 จำนวนผู้เข้าชม  | 

วิธีเคลมประกันรถยนต์ ที่คนมีรถยนต์ต้องรู้!!

      อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดและไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มักนำมาซึ่งความเสียหายและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การมี ประกันรถยนต์ จึงเปรียบเสมือนการปกป้องทรัพย์สินและช่วยลดภาระทางการเงินของเรา เนื่องจากบริษัทประกันจะเข้ามาดูแลค่าใช้จ่ายและจัดการความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันเหล่านั้น
      สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยกับกระบวนการเคลมประกัน อาจมีความกังวลว่าต้องเริ่มต้นอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การแจ้งเคลมประกันและขั้นตอนการดำเนินการ ประกันติดโล่พร้อมให้คำแนะนำทุกขั้นตอน เพื่อช่วยให้คุณจัดการสถานการณ์เบื้องต้นได้อย่างมั่นใจและมีสติ

เคลมรถยนต์ คืออะไร?

      การเคลมรถยนต์ คือกระบวนการที่ผู้เอาประกันภัยแจ้งขอรับสิทธิประโยชน์หรือค่าชดเชยจากบริษัทประกันภัย เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลให้รถยนต์ได้รับความเสียหายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เช่น อุบัติเหตุ การชน ความเสียหายจากภัยธรรมชาติ การถูกโจรกรรม เป็นต้น
     การเคลมรถยนต์มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เอาประกันได้รับการซ่อมแซมหรือชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยบริษัทประกันภัยจะเข้ามารับผิดชอบค่าใช้จ่ายในขอบเขตที่ระบุไว้ในกรมธรรม์




ประเภทของการเคลมรถยนต์

การเคลมรถยนต์มีด้วยกันทั้งหมด 2 รูปแบบหลักๆ ดังนี้

1. เคลมรถยนต์แบบสด

การเคลมแบบสด คือการเคลมรถยนต์ ณ ที่เกิดเหตุ โดยจะมีพนักงานจากบริษัทประกันออกไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุในทันที สามารถแยกออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้


      1.) เคลมสดแบบมีคู่กรณี

            หมายถึง การแจ้งเคลมประกันทันทีหลังเกิดเหตุ โดยมีเจ้าหน้าที่สำรวจภัยจากบริษัทประกันเดินทางมายังจุดเกิดเหตุเพื่อตรวจสอบและออกใบเคลมให้ นี่คือขั้นตอนโดยละเอียดสำหรับการเคลมสด


      2.) เคลมสดแบบไม่มีคู่กรณี

            หมายถึง การแจ้งเคลมประกันรถยนต์ทันที เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายที่ไม่มีคู่กรณีชัดเจน เช่น รถเสียหายจากการเฉี่ยวชนสิ่งกีดขวาง (เสา, กำแพง, ต้นไม้) หรือเหตุการณ์ที่ไม่ทราบผู้ก่อเหตุ (รถถูกชนขณะจอดโดยไม่มีผู้รับผิดชอบ) การเคลมแบบนี้เน้นการแจ้งเหตุและตรวจสอบความเสียหาย ณ ที่เกิดเหตุ โดยที่คุณเป็นฝ่ายดำเนินการร่วมกับบริษัทประกัน


ขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์ แบบเคลมสด




1.1) หยุดรถและตรวจสอบความปลอดภัย

  • หยุดรถให้ปลอดภัย: หากเกิดอุบัติเหตุหรือมีความเสียหายที่เกิดขึ้น ควรจอดรถให้ห่างจากทางเดินรถยนต์และเปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อแจ้งให้ผู้ขับขี่คันอื่นๆ ระวัง
  • ตรวจสอบความปลอดภัย: ตรวจสอบความปลอดภัยของตัวเองและผู้โดยสาร หากมีผู้บาดเจ็บต้องโทรเรียกรถพยาบาล (โทร 1669) และให้ความช่วยเหลือก่อน
  • ตั้งสัญญาณเตือน: หากเหตุเกิดในที่จอดรถหรือที่มีการจราจร ควรตั้งกรวยหรือสัญญาณเตือนอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำ

1.2) รวบรวมข้อมูลจากที่เกิดเหตุ

  • บันทึกข้อมูลของคู่กรณี (กรณีมีคู่กรณี): ถ่ายภาพทะเบียนรถ รุ่นรถ ชื่อที่อยู่ของคู่กรณี รวมทั้งรายละเอียดอื่น ๆ ที่จำเป็น เช่น หมายเลขประกันของคู่กรณี
  • ถ่ายภาพความเสียหาย: ถ่ายภาพรถของคุณและรถคู่กรณี (ถ้ามี) จากมุมต่างๆ เพื่อให้ได้ภาพที่ครบถ้วน
  • ถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุ: ถ่ายภาพของสถานที่เกิดเหตุ รวมถึงสภาพแวดล้อมรอบๆ เช่น สัญญาณจราจร เสาไฟ ถนน หรือสิ่งกีดขวางอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้อง

 

1.3) ติดต่อบริษัทประกันภัยทันที

  • โทรแจ้งประกัน: ติดต่อบริษัทประกันภัยของคุณทันทีผ่านหมายเลขสายด่วนที่ระบุในกรมธรรม์หรือแอปพลิเคชันที่ใช้ในการบริการลูกค้า
  • แจ้งรายละเอียด: ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ เช่น สถานที่เกิดเหตุ ความเสียหายที่เกิดขึ้น และข้อมูลเกี่ยวกับคู่กรณี (หากมี) โดยบริษัทประกันจะให้คำแนะนำในการดำเนินการต่อไป
  • เตรียมเอกสาร: หากมีเอกสารหรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ เช่น กรมธรรม์ประกัน, หมายเลขใบแจ้งเคลม, รูปภาพที่บันทึกไว้มอบให้บริษัทประกัน

 

1.4) รอเจ้าหน้าที่จากบริษัทประกัน

  • เจ้าหน้าที่สำรวจภัย (Surveyor): เจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันจะเดินทางมายังสถานที่เกิดเหตุเพื่อสำรวจความเสียหายของรถยนต์และตรวจสอบหลักฐานที่บันทึกไว้
  • บันทึกและถ่ายภาพ: เจ้าหน้าที่จะบันทึกข้อมูลเพิ่มเติม เช่น การประเมินความเสียหาย ทำการถ่ายภาพและเก็บรายละเอียดเพิ่มเติม
  • ออกใบรับรอง: เจ้าหน้าที่อาจจะให้เอกสารการรับรองความเสียหาย (อาจเป็นใบรับรองการเคลมประกัน) ซึ่งจะใช้ในการดำเนินการซ่อมแซม

 

1.5) ลงบันทึกประจำวัน (หากจำเป็น)

  • แจ้งตำรวจ: หากเกิดอุบัติเหตุรุนแรงหรือมีทรัพย์สินเสียหายจากการชนสิ่งกีดขวางสาธารณะ หรือมีการพิสูจน์ความผิดในกรณีที่ไม่ได้รับความร่วมมือจากคู่กรณี ควรแจ้งตำรวจเพื่อให้บันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

 

1.6) นำรถเข้าศูนย์ซ่อม

  • ดำเนินการซ่อมแซม: หลังจากได้รับการตรวจสอบจากบริษัทประกันและเอกสารการรับรองจากเจ้าหน้าที่ คุณสามารถนำรถไปซ่อมที่ศูนย์ซ่อมที่ได้รับการรับรองจากบริษัทประกัน
  • ตรวจสอบรายงานการซ่อม: ตรวจสอบรายการซ่อมแซมที่ศูนย์ซ่อมเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการซ่อมแซมเพิ่มเติมที่ไม่ได้รับอนุมัติจากบริษัทประกัน

 

1.7) ติดตามสถานะการเคลม

  • ตรวจสอบสถานะการเคลม: หลังจากการเคลมเสร็จสิ้น คุณสามารถติดตามสถานะการเคลมผ่านแอปพลิเคชันของบริษัทประกัน หรือทางสายด่วนของบริษัทเพื่อให้แน่ใจว่าการเคลมได้รับการอนุมัติและดำเนินการเสร็จสิ้น

 

ข้อควรระวังในการเคลมสด

  • ไม่ควรย้ายรถจากที่เกิดเหตุ: หากไม่จำเป็น การย้ายรถออกจากที่เกิดเหตุอาจทำให้การเคลมไม่สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง ควรรอเจ้าหน้าที่สำรวจหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  • บันทึกข้อมูลให้ครบถ้วน: การเก็บหลักฐานและข้อมูลที่ครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญในการเคลมประกัน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาหรือความไม่ชัดเจนในภายหลัง
  • แจ้งให้เร็วที่สุด: หากเกิดอุบัติเหตุ ควรแจ้งบริษัทประกันทันทีภายในระยะเวลาที่กำหนด (มักจะเป็น 24 ชั่วโมง) เพื่อให้การเคลมประกันเป็นไปได้อย่างราบรื่น

 

2. เคลมรถยนต์แบบแห้ง

      การเคลมแบบแห้ง คือการเคลมรถยนต์หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ไประยะหนึ่งแล้ว (ไม่ควรเกิน 2-3 วัน) มักจะเคลมจากกรณีที่รถยนต์เกิดการเฉี่ยวหรือชนที่ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย โดยผู้ถือประกันจะต้องเป็นฝ่ายบันทึกเหตุการณ์อย่างชัดเจนว่า ชนเข้ากับอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน แล้วแจ้งเคลมประกันกับทางบริษัทประกันด้วยตนเอง

 

 

      การเคลมแห้งจะมีกรณีพิเศษที่เรียกว่า 'เคลมรอบคัน' ซึ่งจะเป็นการบันทึกรายละเอียดรอยความเสียหายต่าง ๆ รอบคันของรถคุณ โดยความคุ้มครองในส่วนนี้จะมีเฉพาะประกันชั้น 1 เท่านั้น

 

ขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์ แบบเคลมแห้ง

1.ถ่ายภาพหลักฐาน

  • ถ่ายภาพความเสียหายของรถจากหลายมุม รวมถึงสถานที่เกิดเหตุ บันทึกเวลาและสถานที่ให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเคลม

 

2.ติดต่อบริษัทประกัน

  • โทรแจ้งศูนย์บริการประกันภัยของคุณทันที แจ้งความเสียหายที่เกิดขึ้น จากนั้นบริษัทประกันจะนัดหมายเพื่อตรวจสอบสภาพรถและยืนยันความเสียหาย

 

3.ตรวจสอบและออกใบรับรองความเสียหาย

  • หลังจากการตรวจสอบเรียบร้อย บริษัทประกันจะออกใบรับรองความเสียหาย (ใบเคลม) ให้ ซึ่งคุณสามารถนำไปยื่นที่ศูนย์ซ่อมหรืออู่ซ่อมในเครือของบริษัทประกันได้ทันที

 

4.ค่าใช้จ่ายส่วนแรก

  • การเคลมแบบเคลมแห้งอาจมีค่าใช้จ่ายส่วนแรก (ค่าเสียหายส่วนแรก) ประมาณ 1,000 – 4,000 บาท ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับบริษัทประกัน

 

การเคลมแบบนี้ช่วยให้คุณสามารถเริ่มกระบวนการเคลมได้รวดเร็ว แม้จะไม่มีการตรวจสอบที่เกิดเหตุ

 

*เกร็ดความรู้!* เคลมสด กับ เคลมแห้งแตกต่างกันอย่างไร?

      เคลมสด คือการแจ้งเคลมทันทีที่เกิดอุบัติเหตุและมีการตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ณ ที่เกิดเหตุโดยเจ้าหน้าที่ประกัน ซึ่งช่วยให้การดำเนินการรวดเร็วและได้รับการดูแลทันที

      เคลมแห้ง คือ การแจ้งเคลมหลังจากที่เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว และไม่มีการตรวจสอบทันที เช่น การเคลมหลังจากนำรถไปซ่อมเสร็จแล้ว หรือแจ้งเคลมเมื่อกลับมาบ้าน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเอกสารและประเมินความเสียหายเพิ่มเติม

 

ความแตกต่างหลัก:

เคลมสด: ตรวจสอบและเคลมทันที ณ ที่เกิดเหตุ
เคลมแห้ง:
แจ้งเคลมภายหลังหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น

 

บริษัทประกันภัยไม่รับเคลมในกรณีไหนบ้าง?

  1. การใช้รถยนต์ในทางผิดกฎหมาย เช่น การขนส่งยาเสพติด หรือการปล้นทรัพย์สิน
  2. การดัดแปลงรถยนต์เพื่อใช้ในการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นการใช้รถผิดประเภท และอาจสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น
  3. การขับขี่รถยนต์ในขณะเมา โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 150 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นการขับขี่ในสภาพมึนเมา
  4. การใช้งานรถยนต์ในลักษณะการลากจูง ซึ่งเป็นการใช้รถผิดประเภท และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่เกิดจากการใช้งานปกติ
  5. การนำรถออกนอกอาณาเขตคุ้มครอง หรือการขับขี่ออกไปนอกประเทศ หากต้องการขับออกนอกประเทศ จำเป็นต้องแจ้งให้บริษัทประกันทราบล่วงหน้า เพื่อพิจารณาความคุ้มครอง
  6. อุบัติเหตุจากสงครามหรือการปฏิวัติ รวมถึงความเสียหายจากอาวุธปรมาณูหรือกัมมันตภาพรังสี ซึ่งไม่สามารถรับผิดชอบได้ในกรณีเหล่านี้
    ทั้งนี้ ควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงสถานการณ์เหล่านี้เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการเคลมประกัน

 

สรุป

เคลมประกันรถยนต์เพื่อรักษาสิทธิของคุณ

การเคลมประกันรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นกรณีเคลมสดหรือเคลมแห้ง สามารถทำตามขั้นตอนเหล่านี้ได้:

  1. ถ่ายรูปหลักฐาน ความเสียหายที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายรถออกจากที่เกิดเหตุ
  2. เตรียมเอกสารสำคัญ เช่น กรมธรรม์ประกันรถยนต์, บัตรประชาชน, ใบขับขี่ และเล่มทะเบียนรถ
  3. แจ้งความเสียหายให้บริษัทประกันทราบ โดยติดต่อไปยังบริษัทเพื่อรายงานเหตุการณ์และจุดเกิดเหตุ
  4. บริษัทประกันจะมาที่เกิดเหตุ และออกใบรับรองความเสียหายจากอุบัติเหตุ (ใบเคลม) ให้กับคุณ

สำหรับคำถามที่ว่า ต้องแจ้งเคลมภายในกี่วัน? ควรแจ้งบริษัทประกันทันทีหรือให้เร็วที่สุดหลังจากเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะกรณีเคลมแห้งที่สามารถแจ้งหลังจากเหตุการณ์ไปแล้วได้ แต่ไม่ควรเกิน 2-3 วัน เพื่อรักษาสิทธิในการเคลม


แนะนำประกันรถยนต์ชั้น 1 ซึ่งจะช่วยให้คุณหมดกังวลเรื่องการเคลมประกัน พร้อมคุ้มครองครอบคลุมทุกความเสียหายอย่างแน่นอน

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 

โทรหาศูนย์บริการลูกค้า ธีร์ ทำดีแคร์ 096-192-9698

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้