การต่อภาษีรถยนต์ในประเทศไทยเป็นข้อกำหนดตามกฎหมายที่เจ้าของรถทุกคนต้องปฏิบัติ หากคุณไม่ได้ต่อภาษีรถยนต์ตามกำหนดเวลา จะมีผลกระทบและข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด
1. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ระบุว่าเจ้าของรถที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก จะต้องชำระภาษีรถยนต์เป็นรายปี (ภาษีรถยนต์รายปี) และไม่สามารถใช้งานรถยนต์บนถนนได้หากไม่ได้ต่อภาษีตามกำหนด
2. ผลกระทบหากขาดการต่อภาษีรถยนต์
2.1 ค่าปรับและดอกเบี้ย
- หากคุณไม่ต่อภาษีรถยนต์ภายในกำหนดเวลา (ปกติคือภายในวันที่ครบกำหนดชำระในแต่ละปี) จะมีค่าปรับเพิ่มขึ้น 1% ต่อเดือน จากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ
- หากขาดชำระเป็นเวลานาน ค่าปรับและดอกเบี้ยอาจเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
2.2 รถยนต์ถูกระงับทะเบียน
- หากขาดการต่อภาษีติดต่อกัน 3 ปี ทะเบียนรถยนต์จะถูก ระงับโดยอัตโนมัติ
- การคืนทะเบียนจะต้องดำเนินการใหม่ทั้งหมด (รวมถึงการตรวจสภาพรถ) ซึ่งเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
2.3 การใช้งานรถยนต์บนถนน
- หากคุณขับรถที่ไม่ได้ต่อภาษีและถูกตำรวจตรวจพบ คุณอาจถูกปรับตามกฎหมาย
- รถยนต์ที่ไม่ได้ต่อภาษีและขาดการตรวจสภาพ (ในกรณีรถยนต์อายุเกิน 7 ปี) จะถือว่าเป็นการใช้งานรถผิดกฎหมาย
2.4 การประกันภัย พ.ร.บ. ขาดความคุ้มครอง
- การต่อภาษีรถยนต์ต้องทำควบคู่กับการต่อประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) หากภาษีรถยนต์หมดอายุ แสดงว่าพ.ร.บ.ของคุณก็จะหมดอายุไปด้วย ส่งผลให้ไม่มีความคุ้มครองหากเกิดอุบัติเหตุ
3. ขั้นตอนในการแก้ไขหากขาดต่อภาษี
3.1 ตรวจสอบระยะเวลาที่ขาดต่อภาษี
- คำนวณระยะเวลาที่ขาดต่อภาษีและค่าปรับที่จะต้องจ่าย
- สามารถตรวจสอบได้ที่สำนักงานขนส่ง หรือเว็บไซต์/แอปพลิเคชันของกรมการขนส่งทางบก
3.2 ดำเนินการต่อภาษีย้อนหลัง
1 ชำระค่าภาษีและค่าปรับ
- เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น เล่มทะเบียนรถ, ใบเสร็จเดิม, และพ.ร.บ.
- ชำระค่าภาษีรวมค่าปรับตามระยะเวลาที่ขาดต่อ
2 ตรวจสภาพรถยนต์ (ในกรณีที่ขาดการตรวจสภาพรถตามเกณฑ์)
- หากรถยนต์มีอายุเกิน 7 ปี (รถจักรยานยนต์ 5 ปี) ต้องผ่านการตรวจสภาพรถที่สถานตรวจสภาพ (ตรอ.) ก่อน
3.3 การคืนทะเบียน (กรณีถูกระงับ)
- หากทะเบียนถูกระงับเพราะขาดต่อภาษีเกิน 3 ปี คุณต้องยื่นคำร้องขอคืนทะเบียนใหม่ และอาจต้องจดทะเบียนรถใหม่พร้อมชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมด
4. วิธีป้องกันไม่ให้ขาดต่อภาษีในอนาคต
- ต่อภาษีล่วงหน้า: คุณสามารถต่อภาษีล่วงหน้าได้ 90 วันก่อนถึงกำหนดชำระ
- ตั้งเตือนวันครบกำหนด: ใช้แอปพลิเคชันหรือปฏิทินช่วยแจ้งเตือนวันหมดอายุ
- ใช้บริการออนไลน์: ปัจจุบันสามารถต่อภาษีผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ e-Service ของกรมการขนส่งทางบก หรือแอปพลิเคชัน “DLT Smart Queue”
- ต่อพร้อมพ.ร.บ.: จัดการต่อประกัน พ.ร.บ. และภาษีพร้อมกันเพื่อลดโอกาสลืม
5. ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
- ค่าภาษีรถยนต์ (ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของรถ)
- ค่าปรับล่าช้า (1% ต่อเดือน)
- ค่าตรวจสภาพรถ (หากจำเป็น)
- ค่าธรรมเนียมการคืนทะเบียน (กรณีถูกระงับ)

ความสำคัญของภาษีรถยนต์และเหตุผลที่ต้องมีการเก็บภาษีนี้ มีความเกี่ยวข้องทั้งในเชิงกฎหมาย เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้:
1. การสนับสนุนงบประมาณรัฐ
- แหล่งรายได้ของรัฐบาล: ภาษีรถยนต์เป็นรายได้สำคัญของรัฐบาลที่ใช้ในการพัฒนาและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน ทางหลวง และระบบขนส่งสาธารณะ
- การกระจายงบประมาณ: เงินจากภาษีรถยนต์ถูกนำไปใช้ในโครงการพัฒนาประเทศ เช่น การสร้างและซ่อมแซมถนนในพื้นที่ชนบท การปรับปรุงระบบจราจร และการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม
2. การควบคุมการใช้งานรถยนต์
- ส่งเสริมการใช้รถที่ปลอดภัย: การเก็บภาษีควบคู่กับการตรวจสภาพรถยนต์ (ในกรณีรถอายุเกินกำหนด) ช่วยให้มั่นใจว่ารถที่ใช้งานอยู่มีความปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการขับขี่
- จำกัดรถยนต์เก่า: การเก็บภาษีตามประเภท ขนาดเครื่องยนต์ และอายุของรถยนต์ ช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้รถเปลี่ยนไปใช้รถที่ใหม่และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
3. การรักษาสิ่งแวดล้อม
- ลดมลพิษทางอากาศ: ภาษีรถยนต์ช่วยส่งเสริมการใช้รถยนต์ที่มีมาตรฐานมลพิษต่ำ (เช่น รถยนต์ไฟฟ้าหรือไฮบริด) โดยการกำหนดอัตราภาษีที่แตกต่างกันตามประเภทของรถยนต์
- ควบคุมปริมาณรถยนต์บนท้องถนน: การเก็บภาษีรถยนต์เป็นเครื่องมือหนึ่งในการควบคุมจำนวนรถยนต์ เพื่อลดความแออัดของการจราจรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
4. การบังคับใช้กฎหมายและความเป็นระเบียบ
- ระบบทะเบียนรถที่มีประสิทธิภาพ: การจดทะเบียนรถยนต์ควบคู่กับการเก็บภาษีช่วยให้รัฐสามารถติดตามรถยนต์ที่ใช้งานบนถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การบังคับใช้กฎหมาย: การบังคับให้เจ้าของรถยนต์ชำระภาษีและต่ออายุทะเบียนรถเป็นประจำ ช่วยป้องกันการใช้งานรถผิดกฎหมาย เช่น รถที่ไม่ได้ตรวจสภาพหรือรถที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทางกฎหมาย
5. การกระจายความรับผิดชอบในสังคม\
- ผู้ใช้รถต้องรับผิดชอบต่อการใช้งานถนน: รถยนต์ก่อให้เกิดการสึกหรอของถนนและมลพิษ รัฐบาลจึงกำหนดให้เจ้าของรถยนต์มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้งานรถ
- ลดภาระต่อประชาชนทั่วไป: การเก็บภาษีจากผู้ใช้รถยนต์โดยตรงช่วยลดภาระด้านงบประมาณจากประชาชนกลุ่มอื่นที่ไม่ได้ใช้รถ
6. กระตุ้นเศรษฐกิจ
- สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์: การกำหนดภาษีรถยนต์ที่เหมาะสมช่วยส่งเสริมการซื้อขายรถยนต์ในประเทศและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า
- สร้างงานและบริการ: การเก็บภาษีรถยนต์มีผลต่อการสร้างงานในหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานขนส่ง สถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) และบริษัทประกันภัย
7. ความสอดคล้องกับระบบประกันภัย
- คุ้มครองผู้ใช้ถนน: การเก็บภาษีรถยนต์ควบคู่กับการต่อประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ช่วยให้มั่นใจว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้ประสบเหตุจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
- สร้างระบบที่ปลอดภัยและยั่งยืน: การรวมการต่อภาษีและประกันภัยเข้าด้วยกันช่วยให้ระบบขนส่งมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ทำไมต้องต่อภาษีรถยนต์ไม่ต่อได้มั้ยรถจะใช้งานได้หรือป่าว
การต่อภาษีรถยนต์เป็นข้อบังคับตามกฎหมายในประเทศไทย หากไม่ต่อภาษีรถยนต์ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะการใช้งานของรถยนต์และความปลอดภัยทางกฎหมายของคุณ ดังนี้:
เหตุผลที่ต้องต่อภาษีรถยนต์
1. ปฏิบัติตามกฎหมาย
- ตาม พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 รถทุกคันที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกต้องชำระภาษีรถยนต์เป็นประจำทุกปี
- หากไม่ต่อภาษี จะถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และคุณอาจถูกปรับหากมีการใช้งานรถบนท้องถนน
2. การใช้งานรถบนถนนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
- การไม่ต่อภาษีจะส่งผลให้รถของคุณ ไม่สามารถใช้งานบนท้องถนนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
- หากตำรวจตรวจพบว่ารถของคุณไม่มีป้ายภาษีที่ถูกต้อง คุณอาจถูก จับปรับ ในฐานะผู้กระทำผิด
3. ทะเบียนรถยนต์เสี่ยงถูกระงับ
- หากขาดต่อภาษีติดต่อกัน เกิน 3 ปี ทะเบียนรถยนต์ของคุณจะถูกระงับโดยอัตโนมัติ
- เมื่อทะเบียนถูกระงับ คุณจะไม่สามารถใช้งานรถได้จนกว่าจะยื่นขอคืนทะเบียนใหม่ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายและขั้นตอนที่ยุ่งยาก
4. ความคุ้มครองจากประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
- การต่อภาษีรถยนต์ต้องทำควบคู่กับการต่ออายุ ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
- หากคุณไม่ต่อภาษี แสดงว่าพ.ร.บ.ของคุณจะหมดอายุไปด้วย ทำให้คุณ ขาดความคุ้มครองทางกฎหมาย
- หากเกิดอุบัติเหตุ คุณจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมดเอง
5. หลีกเลี่ยงค่าปรับและดอกเบี้ย
- หากคุณไม่ต่อภาษีภายในเวลาที่กำหนด จะมี ค่าปรับเพิ่มขึ้น 1% ต่อเดือน จากจำนวนภาษีที่ต้องจ่าย
- การขาดต่อภาษีในระยะยาวจะทำให้ค่าปรับสะสมเป็นจำนวนมาก
หากไม่ต่อภาษี รถยังใช้งานได้หรือไม่?
1. การใช้งานจริงบนถนน
- ในทางปฏิบัติ คุณอาจยังขับรถได้ แต่ถือว่าเป็นการใช้งาน ผิดกฎหมาย หากภาษีขาดอายุ
- หากตำรวจจราจรตรวจพบ คุณอาจถูกเรียกตรวจเอกสาร และถูกปรับข้อหา ไม่ต่อภาษี
2. ความเสี่ยงทางกฎหมาย
- การขับรถที่ไม่ได้ต่อภาษีถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย คุณอาจถูกปรับ สูงสุดถึง 2,000 บาท
- หากเกิดอุบัติเหตุ รถของคุณจะไม่อยู่ในความคุ้มครองของพ.ร.บ. และอาจมีปัญหาด้านการเคลมประกันภัย
3. ทะเบียนถูกระงับ (กรณีขาดต่อ 3 ปีขึ้นไป)
- รถยนต์ที่ทะเบียนถูกระงับจะ ไม่สามารถใช้งานได้เลย จนกว่าจะยื่นขอคืนทะเบียนใหม่
- หากถูกจับขณะใช้รถที่ทะเบียนถูกระงับ จะมีความผิดทางกฎหมายร้ายแรงกว่าเดิม
ทำไมต้องต่อภาษีรถยนต์ทุกปี?
1. ความปลอดภัยและความเป็นระเบียบ
- การต่อภาษีช่วยให้มั่นใจว่ารถยนต์ได้รับการตรวจสภาพอย่างเหมาะสม (ในกรณีรถเก่าที่อายุเกิน 7 ปี)
- ช่วยลดปัญหารถยนต์ที่มีสภาพไม่สมบูรณ์บนท้องถนน
2. สนับสนุนการบำรุงรักษาถนนและโครงสร้างพื้นฐาน
- เงินภาษีรถยนต์ถูกนำไปใช้ในการพัฒนาและซ่อมแซมถนน สะพาน และระบบขนส่งสาธารณะ
3. ป้องกันปัญหาทางกฎหมาย
- การต่อภาษีช่วยให้คุณมั่นใจว่ารถยนต์ของคุณ ถูกต้องตามกฎหมาย และลดความเสี่ยงจากการถูกจับปรับ
สรุป
การไม่ต่อภาษีรถยนต์ส่งผลให้การใช้งานรถยนต์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และมีความเสี่ยงต่อปัญหาด้านกฎหมาย ค่าปรับ และการขาดความคุ้มครอง หากคุณยังคงใช้รถโดยไม่ต่อภาษี รถจะ ใช้งานได้ในทางเทคนิค แต่จะทำให้คุณเผชิญปัญหามากมาย ดังนั้น การต่อภาษีรถยนต์เป็นสิ่งที่จำเป็นและควรทำตามกำหนดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่
โทรหาคูนย์บริการลูกค้า ธีร์ ทำดีแคร์ 096-192-9698