248 จำนวนผู้เข้าชม |
Deductible และ Excess เป็นคำศัพท์ที่มักใช้ในวงการประกันภัย (Insurance) และมีความหมายที่คล้ายคลึงกันในแง่ของการแบ่งความรับผิดชอบระหว่างผู้เอาประกันและบริษัทประกันภัย แต่มีรายละเอียดและการใช้งานที่แตกต่างกันเล็กน้อย ดังนี้:
Deductible คืออะไร?
Deductible คือ จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเองก่อนที่บริษัทประกันจะเริ่มคุ้มครอง ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์หรือความเสียหายที่อยู่ในเงื่อนไขการประกัน ตัวเลขนี้จะกำหนดไว้ในกรมธรรม์อย่างชัดเจน
ตัวอย่าง:
หมายเหตุ : Deductible จะเรียกเก็บทุกครั้งที่มีการเคลม ไม่ใช่ยอดรวมตลอดปี
Excess คืออะไร?
Excess คือ จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเพิ่มเติมทุกครั้งที่มีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน (เคลม) โดยปกติจะใช้ในบริบทของการประกันรถยนต์ หรือประกันภัยบางประเภท เช่น ประกันสุขภาพ
ตัวอย่าง:
หมายเหตุ : Excess เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้น ต่อการเคลมหนึ่งครั้ง โดยไม่คำนึงถึงค่าเสียหาย
ความแตกต่างระหว่าง Deductible และ Excess
1 ความหมาย
Deductible : จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเองก่อนที่บริษัทประกันจะเริ่มคุ้มครองค่าเสียหาย
Excess : จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเพิ่มทุกครั้งที่มีการเคลม
2 ลักษณะการใช้งาน
Deductible: ใช้ทั่วไปในประกันหลายประเภท เช่น ประกันรถยนต์ ประกันสุขภาพ หรือประกันทรัพย์สิน
Excess: มักใช้ในประกันรถยนต์หรือประกันสุขภาพ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องการลดความถี่ของการเคลมเล็กน้อย
3 การเรียกเก็บเงิน
Deductible : เก็บตามยอดที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ก่อนเริ่มคุ้มครอง และอาจเรียกเก็บหลายครั้งหากเกิดเหตุหลายครั้งในปีเดียว
Excess : เก็บทุกครั้งที่มีการเคลม โดยจำนวนเงินไม่ขึ้นอยู่กับยอดความเสียหาย
4 ผลกระทบต่อเบี้ยประกัน
Deductible : หากเลือก Deductible สูง เบี้ยประกันจะถูกลง เพราะผู้เอาประกันรับผิดชอบความเสี่ยงส่วนแรกมากขึ้น
Excess : ไม่มีผลโดยตรงต่อเบี้ยประกัน แต่ช่วยลดจำนวนเคลมเล็กๆ ที่อาจส่งผลต่อเบี้ยประกันในอนาคต
5 ความถี่ในการเรียกเก็บ
Deductible : เรียกเก็บเฉพาะเมื่อเกิดความเสียหายที่อยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์
Excess : เรียกเก็บทุกครั้งที่มีการเคลม โดยไม่มีข้อยกเว้น
6 เป้าหมายของการใช้
Deductible : ช่วยให้ผู้เอาประกันและบริษัทประกันภัยร่วมรับผิดชอบต่อความเสี่ยง
Excess : ลดการเคลมที่ไม่จำเป็นหรือเล็กน้อย และสร้างความสมดุลในการคุ้มครอง
สรุป
Deductible มุ่งเน้นไปที่การแบ่งความรับผิดชอบส่วนแรกก่อนบริษัทประกันเริ่มจ่าย ส่วน Excess คือเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มเติมทุกครั้งที่มีการเคลม ไม่ว่าความเสียหายจะมากหรือน้อย
ข้อดี-ข้อเสียของ Deductible และ Excess
Deductible
ข้อดี :ลดเบี้ยประกันภัยได้ หากเลือก Deductible สูง
ข้อเสีย :ผู้เอาประกันต้องมีเงินสำรองเพื่อจ่ายในกรณีเกิดเหตุการณ์
Excess
ข้อดี : กระตุ้นให้ผู้เอาประกันลดการเคลมที่ไม่จำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่าย Excess
ข้อเสีย : อาจสร้างความยุ่งยากหากเกิดเหตุบ่อย
วิธีเลือก Deductible หรือ Excess ที่เหมาะสม
ทั้งนี้ ควรพิจารณาความสามารถทางการเงินและความเสี่ยงที่คุณเผชิญในชีวิตประจำวันควบคู่ไปด้วย
สรุป
ขออนุโลมค่า excess ได้ไหม
1. อุบัติเหตุที่เกิดจากความผิดของคู่กรณีโดยสมบูรณ์
2. กรณีมีความเสียหายเล็กน้อยหรือไม่ร้ายแรง
3. กรณีไม่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้า (No Fault Accident)
4. นโยบายพิเศษหรือความสัมพันธ์กับบริษัทประกัน
ขั้นตอนการขออนุโลมค่า Excess
1. ตรวจสอบกรมธรรม์
2. ติดต่อบริษัทประกันภัย
3. ยื่นหลักฐาน
4.ติดตามผล
ข้อควรระวัง
สรุป:
คุณสามารถลองขออนุโลมค่า Excess ได้ แต่ต้องมีเหตุผลและหลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจน หากไม่แน่ใจ ให้สอบถามตัวแทนประกันหรือบริษัทประกันภัยเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม
การเคลมรอบคัน (เคลมสีรถทั้งคัน) ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยของคุณ และปกติแล้วการจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก (Excess) มีกรณีที่เกี่ยวข้อง
1. หากเคลมรอบคันมาจากอุบัติเหตุที่ระบุคู่กรณีได้
1.1 กรณีมีคู่กรณีชัดเจนและคุณไม่ได้เป็นฝ่ายผิด
2. หากเคลมรอบคันมาจากรอยขีดข่วนหรือความเสียหายเล็กน้อย
2.1กรณีไม่มีคู่กรณี:
2.2 กรณีเคลมเพื่อปรับสภาพรถ (Claim รอบคันแบบเต็มรูปแบบ)
3. การซ่อมรอบคันเพื่อปรับสภาพโดยไม่มีอุบัติเหตุ
4. วิธีตรวจสอบเงื่อนไขค่า Excess ในกรณีเคลมรอบคัน
สรุป
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทรหาศูนย์บริการลูกค้า ธีร์ ทำดีแคร์ 096-192-9698