Deductible vs Excess

246 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Deductible  vs  Excess

Deductible และ Excess เป็นคำศัพท์ที่มักใช้ในวงการประกันภัย (Insurance) และมีความหมายที่คล้ายคลึงกันในแง่ของการแบ่งความรับผิดชอบระหว่างผู้เอาประกันและบริษัทประกันภัย แต่มีรายละเอียดและการใช้งานที่แตกต่างกันเล็กน้อย ดังนี้:



Deductible คืออะไร?
Deductible คือ จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเองก่อนที่บริษัทประกันจะเริ่มคุ้มครอง ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์หรือความเสียหายที่อยู่ในเงื่อนไขการประกัน ตัวเลขนี้จะกำหนดไว้ในกรมธรรม์อย่างชัดเจน

ตัวอย่าง:

  • กรมธรรม์รถยนต์ระบุว่า Deductible = 5,000 บาท
  • หากเกิดอุบัติเหตุและค่าซ่อมรถยนต์คือ 20,000 บาท
  • ผู้เอาประกันต้องจ่าย 5,000 บาท (ตาม Deductible)
  • บริษัทประกันจะจ่ายส่วนที่เหลือ 15,000 บาท

หมายเหตุ :  Deductible จะเรียกเก็บทุกครั้งที่มีการเคลม ไม่ใช่ยอดรวมตลอดปี

 

Excess คืออะไร?
Excess คือ จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเพิ่มเติมทุกครั้งที่มีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน (เคลม) โดยปกติจะใช้ในบริบทของการประกันรถยนต์ หรือประกันภัยบางประเภท เช่น ประกันสุขภาพ

ตัวอย่าง:

  • หากเกิดอุบัติเหตุและค่าซ่อมรถยนต์คือ 20,000 บาท
  • Excess = 2,000 บาท
  • ผู้เอาประกันจะต้องจ่าย 2,000 บาท ในทุกกรณีที่มีการเคลม
  • บริษัทประกันจ่ายส่วนที่เหลือ 18,000 บาท

หมายเหตุ : Excess เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้น ต่อการเคลมหนึ่งครั้ง โดยไม่คำนึงถึงค่าเสียหาย

 

ความแตกต่างระหว่าง Deductible และ Excess

1  ความหมาย
Deductible : จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเองก่อนที่บริษัทประกันจะเริ่มคุ้มครองค่าเสียหาย
Excess : จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเพิ่มทุกครั้งที่มีการเคลม

2  ลักษณะการใช้งาน
Deductible: ใช้ทั่วไปในประกันหลายประเภท เช่น ประกันรถยนต์ ประกันสุขภาพ หรือประกันทรัพย์สิน
Excess: มักใช้ในประกันรถยนต์หรือประกันสุขภาพ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องการลดความถี่ของการเคลมเล็กน้อย

3  การเรียกเก็บเงิน
Deductible : เก็บตามยอดที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ก่อนเริ่มคุ้มครอง และอาจเรียกเก็บหลายครั้งหากเกิดเหตุหลายครั้งในปีเดียว
Excess : เก็บทุกครั้งที่มีการเคลม โดยจำนวนเงินไม่ขึ้นอยู่กับยอดความเสียหาย

4  ผลกระทบต่อเบี้ยประกัน
Deductible : หากเลือก Deductible สูง เบี้ยประกันจะถูกลง เพราะผู้เอาประกันรับผิดชอบความเสี่ยงส่วนแรกมากขึ้น
Excess : ไม่มีผลโดยตรงต่อเบี้ยประกัน แต่ช่วยลดจำนวนเคลมเล็กๆ ที่อาจส่งผลต่อเบี้ยประกันในอนาคต

5  ความถี่ในการเรียกเก็บ
Deductible : เรียกเก็บเฉพาะเมื่อเกิดความเสียหายที่อยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์
Excess : เรียกเก็บทุกครั้งที่มีการเคลม โดยไม่มีข้อยกเว้น

6 เป้าหมายของการใช้
Deductible : ช่วยให้ผู้เอาประกันและบริษัทประกันภัยร่วมรับผิดชอบต่อความเสี่ยง
Excess : ลดการเคลมที่ไม่จำเป็นหรือเล็กน้อย และสร้างความสมดุลในการคุ้มครอง

 

สรุป
Deductible มุ่งเน้นไปที่การแบ่งความรับผิดชอบส่วนแรกก่อนบริษัทประกันเริ่มจ่าย ส่วน Excess คือเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มเติมทุกครั้งที่มีการเคลม ไม่ว่าความเสียหายจะมากหรือน้อย

 

ข้อดี-ข้อเสียของ Deductible และ Excess

Deductible
ข้อดี :ลดเบี้ยประกันภัยได้ หากเลือก Deductible สูง
ข้อเสีย :ผู้เอาประกันต้องมีเงินสำรองเพื่อจ่ายในกรณีเกิดเหตุการณ์

Excess
ข้อดี : กระตุ้นให้ผู้เอาประกันลดการเคลมที่ไม่จำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่าย Excess
ข้อเสีย : อาจสร้างความยุ่งยากหากเกิดเหตุบ่อย

 

วิธีเลือก Deductible หรือ Excess ที่เหมาะสม

  • หากคุณมั่นใจว่าโอกาสเกิดเหตุการณ์ที่ต้องเคลมน้อย เลือก Deductible สูง เพื่อลดเบี้ยประกัน
  • หากต้องการให้เบี้ยประกันต่ำลงแต่พร้อมจ่ายเมื่อเกิดเหตุ เลือก Excess

ทั้งนี้ ควรพิจารณาความสามารถทางการเงินและความเสี่ยงที่คุณเผชิญในชีวิตประจำวันควบคู่ไปด้วย

สรุป

  • Deductible คือเงินส่วนที่ต้องจ่ายก่อนเริ่มคุ้มครอง
  • Excess คือเงินส่วนที่จ่ายเพิ่มทุกครั้งที่มีการเคลม
    ทั้งสองตัวช่วยแบ่งเบาภาระของบริษัทประกันภัยและกระตุ้นให้ผู้เอาประกันรับผิดชอบร่วมในความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

 

ขออนุโลมค่า excess ได้ไหม

1. อุบัติเหตุที่เกิดจากความผิดของคู่กรณีโดยสมบูรณ์

  • หากคุณมีหลักฐานชัดเจนว่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิด เช่น มีภาพจากกล้องวงจรปิดหรือใบรับรองจากตำรวจ บริษัทประกันอาจพิจารณาไม่เรียกเก็บค่า Excess

2. กรณีมีความเสียหายเล็กน้อยหรือไม่ร้ายแรง

  • หากความเสียหายน้อยมากและสามารถเคลมคู่กรณีได้โดยตรง บริษัทอาจพิจารณาลดค่า Excess หรือยกเว้นได้

3. กรณีไม่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้า (No Fault Accident)

  • ในบางกรมธรรม์ มีเงื่อนไขยกเว้นค่า Excess หากคุณไม่ได้เป็นฝ่ายผิด และได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการเคลมอย่างถูกต้อง

4. นโยบายพิเศษหรือความสัมพันธ์กับบริษัทประกัน

  • ลูกค้ารายใหญ่หรือลูกค้าที่มีประวัติการเคลมน้อยอาจได้รับการอนุโลมในบางกรณี

 

ขั้นตอนการขออนุโลมค่า Excess

1. ตรวจสอบกรมธรรม์

  • อ่านเงื่อนไขของกรมธรรม์เพื่อดูข้อกำหนดเกี่ยวกับค่า Excess และกรณีที่อาจได้รับการยกเว้น

2. ติดต่อบริษัทประกันภัย

  • แจ้งเหตุผลและสถานการณ์ที่ชัดเจนว่าทำไมจึงควรพิจารณาอนุโลม

3. ยื่นหลักฐาน

  • ส่งเอกสารหรือหลักฐาน เช่น รายงานตำรวจ ภาพถ่าย หรือเอกสารจากคู่กรณี เพื่อสนับสนุนคำขอ

4.ติดตามผล

  • ติดตามคำขอกับบริษัทประกันและเตรียมเจรจาหากจำเป็น

ข้อควรระวัง

  • การขออนุโลมไม่ใช่สิทธิที่รับรองได้เสมอไป ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบริษัทประกัน
  • หากมีการเคลมบ่อยครั้ง อาจส่งผลต่อเบี้ยประกันในอนาคต แม้จะได้รับการอนุโลมค่า Excess ก็ตาม

สรุป:
คุณสามารถลองขออนุโลมค่า Excess ได้ แต่ต้องมีเหตุผลและหลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจน หากไม่แน่ใจ ให้สอบถามตัวแทนประกันหรือบริษัทประกันภัยเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม

 

การเคลมรอบคัน (เคลมสีรถทั้งคัน) ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยของคุณ และปกติแล้วการจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก (Excess) มีกรณีที่เกี่ยวข้อง

1. หากเคลมรอบคันมาจากอุบัติเหตุที่ระบุคู่กรณีได้

1.1  กรณีมีคู่กรณีชัดเจนและคุณไม่ได้เป็นฝ่ายผิด

  • คุณไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก (Excess)
  • บริษัทประกันของคุณจะเรียกเก็บค่าเสียหายจากคู่กรณีเอง
1.2 กรณีคุณเป็นฝ่ายผิดหรือไม่มีคู่กรณี
  • หากเป็นเคลมรอบคันจากการชนที่คุณรับผิดชอบเอง คุณอาจต้องจ่ายค่า Excess ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

 

2. หากเคลมรอบคันมาจากรอยขีดข่วนหรือความเสียหายเล็กน้อย

2.1กรณีไม่มีคู่กรณี:

  • หากเป็นรอยขีดข่วนหรือเสียหายเล็กน้อยโดยไม่สามารถระบุสาเหตุได้ (เช่น รถถูกขูดในที่จอดรถ) คุณจะต้องจ่าย ค่าเสียหายส่วนแรก (Excess) ตามจำนวนที่ระบุในกรมธรรม์
  • โดยทั่วไป Excess จะอยู่ที่ 1,000–2,000 บาทต่อจุดความเสียหาย

2.2 กรณีเคลมเพื่อปรับสภาพรถ (Claim รอบคันแบบเต็มรูปแบบ)

  • บางบริษัทประกันอาจคิดค่า Deductible หรือ Excess เนื่องจากไม่มีเหตุอุบัติเหตุที่เป็นต้นเหตุของความเสียหาย

 

3. การซ่อมรอบคันเพื่อปรับสภาพโดยไม่มีอุบัติเหตุ

  • หากคุณต้องการซ่อมหรือเคลมสีรอบคันเพื่อปรับสภาพ (ไม่มีความเสียหายจากอุบัติเหตุ)
  • ในกรณีนี้ บริษัทประกันอาจไม่รับเคลม หรืออาจต้องจ่ายค่าความเสียหายส่วนแรกตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
  • ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทประกัน

4. วิธีตรวจสอบเงื่อนไขค่า Excess ในกรณีเคลมรอบคัน

  • อ่านกรมธรรม์: ตรวจสอบข้อกำหนดเกี่ยวกับค่าเสียหายส่วนแรก (Excess) ว่าระบุไว้ในกรณีใดบ้าง
  • สอบถามบริษัทประกัน: หากไม่แน่ใจ ให้สอบถามกับตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันโดยตรง
  • ตรวจสอบคู่กรณี: หากระบุคู่กรณีได้ชัดเจนและคุณไม่ได้เป็นฝ่ายผิด มักไม่ต้องจ่าย Excess

สรุป

  • หากเคลมรอบคันมีคู่กรณีที่ชัดเจนและคุณไม่ได้เป็นฝ่ายผิด ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก
  • หากไม่มีคู่กรณีหรือเป็นความเสียหายที่ไม่ทราบสาเหตุ คุณอาจต้องจ่าย ค่า Excess ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์
  • การเคลมเพื่อปรับสภาพหรือซ่อมรอบคันโดยไม่มีอุบัติเหตุ อาจไม่ครอบคลุมในประกันภัยปกติ หรืออาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่คุณต้องจ่ายเอง

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  
โทรหาศูนย์บริการลูกค้า ธีร์ ทำดีแคร์  096-192-9698

 

 

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้