การเปรียบเทียบระหว่าง เครื่องยนต์แก๊สโซลีน (Gasoline Engine) และ เครื่องยนต์ดีเซล (Diesel Engine) มีหลายประเด็นที่สำคัญ เช่น ระบบการทำงาน, การใช้เชื้อเพลิง, ประสิทธิภาพการเผาไหม้, และการดูแลรักษา
เครื่องยนต์แก๊สโซลีนและเครื่องยนต์ดีเซลมีหลักการทำงานและคุณสมบัติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเครื่องยนต์แก๊สโซลีนใช้ระบบการจุดระเบิดด้วยหัวเทียน ขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลใช้ระบบการจุดระเบิดจากการอัดอากาศ ทำให้แต่ละประเภทมีประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง, การปล่อยมลพิษ, และการบำรุงรักษาที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อการเลือกใช้งานในแต่ละสภาพแวดล้อมและประเภทของยานพาหนะ
1. หลักการทำงาน- เครื่องยนต์แก๊สโซลีน (Gasoline Engine) : ใช้ระบบการจุดระเบิดด้วยหัวเทียน (spark ignition) ซึ่งการเผาไหม้จะเกิดขึ้นเมื่อหัวเทียนจุดประกายให้เชื้อเพลิงระเบิด การทำงานของเครื่องยนต์แก๊สโซลีนจะเริ่มจากการดูดอากาศและน้ำมัน (การฉีดน้ำมันผ่านหัวฉีด), บีบอัดโดยลูกสูบและจุดระเบิดโดยหัวเทียน แก๊สโซลีนมีความหนืดต่ำและระเหยได้เร็ว
- เครื่องยนต์ดีเซล (Diesel Engine) : ใช้ระบบการจุดระเบิดโดยการอัดอากาศและเชื้อเพลิงเข้าด้วยกัน (compression ignition) ซึ่งการเผาไหม้จะเกิดขึ้นเมื่ออากาศถูกอัดจนมีอุณหภูมิสูงพอที่ดีเซลจะระเบิดเอง ดีเซลมีอัตราการอัดสูงกว่าของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ทำให้สามารถสร้างพลังงานได้มากกว่าในขณะที่ใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่า
2. ประเภทของเชื้อเพลิง
- แก๊สโซลีน (Gasoline) : ผลิตจากน้ำมันดิบผ่านกระบวนการกลั่น มีจุดเดือดต่ำและการระเหยที่สูง ทำให้มีความสะดวกในการสตาร์ทเครื่องยนต์ในสภาพอากาศเย็น ส่วนประกอบของแก๊สโซลีนมีสารระเหยที่ช่วยในการเผาไหม้ในเครื่องยนต์
- ดีเซล (Diesel) : ผลิตจากน้ำมันดิบเหมือนกัน แต่ผ่านกระบวนการกลั่นที่แตกต่างจากแก๊สโซลีน ดีเซลมีจุดเดือดสูงและมีความหนืดมากกว่าก๊าซโซลีน ซึ่งทำให้การระเหยช้ากว่า ดีเซลมีพลังงานความร้อนสูงกว่าแก๊สโซลีน, แต่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและไนโตรเจนออกมามากกว่า

3. ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง- เครื่องยนต์แก๊สโซลีน : ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงต่ำกว่าเครื่องยนต์ดีเซล (ประมาณ 20-25% ของพลังงานจากเชื้อเพลิงที่ใช้จะถูกแปลงเป็นพลังงานขับเคลื่อน) มีการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากกว่า โดยเฉพาะในรถที่ต้องการการเร่งความเร็วสูง เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองและระยะทางสั้น
- เครื่องยนต์ดีเซล : ประสิทธิภาพสูงกว่า (ประมาณ 30-40%) เพราะมีอัตราการอัดสูงและสามารถทำงานในสภาพความดันสูงได้ ประหยัดเชื้อเพลิงและเหมาะสมกับการขับขี่ทางไกลหรือการขับขี่ที่ต้องการแรงบิดสูง การเผาไหม้ในเครื่องยนต์ดีเซลมีประสิทธิภาพกว่าในการใช้งานระยะยาว
4. อัตราการปล่อยมลพิษ
- เครื่องยนต์แก๊สโซลีน : โดยปกติแล้วปล่อยมลพิษที่น้อยกว่าเครื่องยนต์ดีเซล โดยเฉพาะในส่วนของสารไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และอนุภาคละเอียด แก๊สโซลีนปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) น้อยกว่าดีเซลในบางกรณี
- เครื่องยนต์ดีเซล : การเผาไหม้ของดีเซลจะปล่อยมลพิษที่เป็นสารคาร์บอน (CO2), ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และฝุ่นละออง (PM) ซึ่งมีผลกระทบต่อมลพิษในอากาศ ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยมลพิษ เช่น เครื่องกรองฝุ่น (particulate filters) แต่ก็ยังเป็นข้อจำกัดที่สำคัญในการเลือกใช้งาน

5. การบำรุงรักษาและความทนทาน
- เครื่องยนต์แก๊สโซลีน : ต้องการการบำรุงรักษาน้อยกว่าเครื่องยนต์ดีเซล ชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์จะสึกหรอได้ช้ากว่าในระยะเวลาสั้นๆ เครื่องยนต์แก๊สโซลีนมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ต่ำกว่า
- เครื่องยนต์ดีเซล : เครื่องยนต์ดีเซลมีความทนทานสูงและสามารถทำงานในระยะยาวได้ดีกว่า แต่การบำรุงรักษาค่อนข้างซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เช่น ระบบท่อไอเสียและเทคโนโลยี SCR (Selective Catalytic Reduction) ที่ใช้ลดมลพิษ
6. เสียงและการสั่นสะเทือน
- เครื่องยนต์แก๊สโซลีน : ทำงานได้เงียบกว่าเครื่องยนต์ดีเซล การสั่นสะเทือนน้อยกว่า
- เครื่องยนต์ดีเซล : มักจะทำงานเสียงดังและมีการสั่นสะเทือนมากกว่า เนื่องจากการอัดสูงและแรงบิดที่มากกว่า อาจต้องมีระบบลดเสียงและการสั่นสะเทือน

7. ราคาของเชื้อเพลิง
- แก๊สโซลีน : ในบางประเทศ แก๊สโซลีนอาจมีราคาถูกกว่าดีเซล แต่ก็ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในตลาดโลก
- ดีเซล : ในบางประเทศ ดีเซลอาจมีราคาถูกกว่าแก๊สโซลีน เนื่องจากมีภาษีที่ต่ำกว่า แต่ในบางประเทศอาจพบราคาที่สูงกว่า
สรุป
การเลือกใช้ เครื่องยนต์แก๊สโซลีน หรือ เครื่องยนต์ดีเซล ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและความต้องการของผู้ใช้:
- เครื่องยนต์แก๊สโซลีน เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองและการเดินทางระยะสั้นๆ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าและการปล่อยมลพิษที่น้อยกว่า
- เครื่องยนต์ดีเซล เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการแรงบิดสูงและการประหยัดเชื้อเพลิงในระยะทางไกล
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 
โทรหาศูนย์บริการลูกค้า ธีร์ ทำดีแคร์ 096-192-9698