รถชนท้ายเพราะไม่เปิดไฟเลี้ยวใครเป็นภายผิด

379 จำนวนผู้เข้าชม  | 

รถชนท้ายเพราะไม่เปิดไฟเลี้ยวใครเป็นภายผิด

หลายครั้งที่เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ไม่ว่าจะรถชนท้ายหรือโดนชนท้าย เปิดหรือไม่เปิดไฟเลี้ยวก็ตาม มักจบลงด้วยการตามหาคนผิดและถูก เสมอ ยิ่งเป็นกรณีชนท้ายด้วยแล้วล่ะก็  เพราะภาพจำส่วนใหญ่มักชี้ว่า “คนชนท้ายนั่นแหละที่เป็นภายผิด”

แต่ในความเป็นจริงแล้ว “คนที่ชนท้ายอาจไม่ได้ผิดเสมอไป” เพราะตามกฎหมาย กรณีรถชนกัน ต้องพิจารณาปัจจัยหลาย ๆ อย่างร่วมด้วย โดยมีปัจจัยที่น่าสนใจดังนี้

 

1. รถชนท้ายเพราะไม่เปิดไฟเลี้ยว ใครเป็นฝ่ายผิด?

1.1  ฝ่ายที่ไม่เปิดไฟเลี้ยว

  • หากผู้ขับขี่ที่เปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวไม่ได้เปิดไฟเลี้ยวให้สัญญาณล่วงหน้า ถือว่าผิดตามกฎหมายจราจร เพราะเป็นการไม่แจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่รายอื่นทราบถึงพฤติกรรมการขับขี่ของตน ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
  • กฎหมายจราจรของไทย (ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522) ระบุว่าผู้ขับขี่จะต้องให้สัญญาณไฟเลี้ยวเมื่อมีการเปลี่ยนทิศทาง

1.2  ฝ่ายที่ขับรถชนท้าย

  • โดยปกติในกรณีของรถชนท้าย ผู้ขับขี่ที่ชนท้ายมักจะถูกพิจารณาว่ามีส่วนผิดด้วย เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ผู้ขับขี่ต้องเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเพียงพอเพื่อความปลอดภัย หากชนท้ายแสดงว่าไม่ได้เว้นระยะห่างที่เหมาะสม
  • อย่างไรก็ตาม หากพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายที่ไม่เปิดไฟเลี้ยวเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ (เช่น เลี้ยวกระทันหันหรือเปลี่ยนเลนโดยไม่มีสัญญาณ) ความผิดอาจถูกแบ่งกันระหว่างทั้งสองฝ่าย

1.3 การแบ่งความผิด

  • หากไม่มีหลักฐานหรือพยาน การพิจารณาความผิดจะขึ้นอยู่กับการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  • การมีกล้องหน้ารถหรือพยานบุคคลที่สามารถพิสูจน์เหตุการณ์จะช่วยให้การพิจารณาความผิดชัดเจนมากขึ้น

1.4  ข้อแนะนำในกรณีนี้

  • หากคุณเป็นผู้ขับขี่รถชนท้ายและมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ควรแจ้งตำรวจทันทีเพื่อให้มีการตรวจสอบและบันทึกเหตุการณ์อย่างเป็นทางการ
  • ควรเก็บหลักฐาน เช่น ภาพถ่ายหรือวิดีโอจากกล้องหน้ารถ เพื่อแสดงเหตุการณ์ก่อนการชน

 

2. ขับปาดหน้า 
หากมีกรณีรถชนท้ายเพราะฝ่ายหนึ่งขับปาดหน้า ต้องพิจารณาเพิ่มเติมดังนี้:

2.1  ความผิดของฝ่ายที่ขับปาดหน้า

  • การขับปาดหน้าโดยไม่ได้เว้นระยะห่างที่เพียงพอระหว่างรถตัวเองและรถคันหลัง ถือว่าเป็นการขับขี่โดยประมาท ซึ่งผิดกฎหมายจราจรทางบก
  • หากไม่มีการเปิดไฟเลี้ยวหรือการให้สัญญาณก่อนเปลี่ยนเลน การกระทำนี้ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรและสร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน

2.2 ความผิดของฝ่ายที่ชนท้าย

  • แม้ฝ่ายที่ปาดหน้าจะมีส่วนผิด แต่ผู้ขับขี่ที่ชนท้ายมักถูกพิจารณาว่ามีส่วนผิดด้วย เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ผู้ขับขี่ต้องรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้า
  • อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายที่ปาดหน้าเปลี่ยนเลนกะทันหันจนผู้ขับขี่ที่ตามมาไม่สามารถเบรกได้ทัน อาจทำให้ฝ่ายที่ชนท้ายผิดน้อยกว่า หรือไม่ผิดเลยในบางกรณี ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน

3. การพิจารณาโทษ

3.1 หากฝ่ายปาดหน้ามีความผิดชัดเจน:เช่น

  • มีการปาดหน้าในระยะกระชั้นชิด หรือเปลี่ยนเลนโดยไม่มีสัญญาณ อาจต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด

3.2 หากทั้งสองฝ่ายมีส่วนผิด

  • เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจแบ่งความผิดตามสัดส่วนการกระทำ เช่น ฝ่ายหนึ่งผิด 70% อีกฝ่ายผิด 30% โดยพิจารณาจากเหตุการณ์และหลักฐาน

4. หลักฐานสำคัญ

  • กล้องหน้ารถ : ช่วยแสดงให้เห็นเหตุการณ์ก่อนการชน เช่น การเปลี่ยนเลนหรือการปาดหน้า
  • พยานบุคคล : หากมีคนเห็นเหตุการณ์ จะช่วยยืนยันว่าฝ่ายใดมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือประมาท
  • ร่องรอยการชน : เช่น จุดที่ชนท้าย หากเกิดจากการเปลี่ยนเลน อาจช่วยยืนยันว่าฝ่ายที่ปาดหน้ามีส่วนผิด

5. ข้อแนะนำสำหรับเหตุการณ์แบบนี้

  • เก็บหลักฐานให้ครบถ้วน
  • แจ้งตำรวจทันทีและอธิบายเหตุการณ์โดยละเอียด
  • หากเป็นไปได้ หลีกเลี่ยงการโต้เถียงกับคู่กรณีและให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ตัดสิน

6. ความรับผิดชอบทางกฎหมาย
ตามกฎหมายจราจรในประเทศไทย การไม่เปิดไฟเลี้ยวขณะเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และผู้ขับขี่ที่ไม่เปิดไฟเลี้ยวอาจถูกพิจารณาว่าเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช่น

  • หากผู้ขับขี่ที่ชนท้ายไม่ได้เว้นระยะห่างที่ปลอดภัย อาจต้องร่วมรับผิดชอบด้วย
  • หลักฐาน เช่น กล้องหน้ารถ หรือพยาน จะมีบทบาทสำคัญในการระบุความผิด

7. การแก้ไขสถานการณ์หลังเกิดอุบัติเหตุ

  • หยุดรถทันที และเปิดไฟฉุกเฉิน
  • แจ้งตำรวจเพื่อมาจัดการและทำบันทึกประจำวัน
  • หากมีประกัน ให้ติดต่อบริษัทประกันเพื่อเข้ามาดูแล
  • รวบรวมหลักฐาน เช่น ถ่ายภาพที่เกิดเหตุ และตรวจสอบความเสียหาย

8. ป้องกันอุบัติเหตุในอนาคต

  • เปิดไฟเลี้ยวเสมอ ทุกครั้งที่เปลี่ยนเลนหรือเลี้ยว
  • เว้นระยะห่างที่เพียงพอกับรถคันหน้า
  • ขับขี่อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น

 

การเว้นระยะห่างและความเร็ว
การเว้นระยะห่างที่ปลอดภัยและควบคุมความเร็วขณะขับขี่เป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุชนท้าย โดยมีรายละเอียดดังนี้:

1. การเว้นระยะห่างที่เหมาะสม
กฎสามวินาที (3-Second Rule)

  • เลือกจุดอ้างอิง เช่น เสาไฟฟ้าหรือป้ายข้างทาง
  • เมื่อรถคันหน้าผ่านจุดนั้น ให้นับ "1-2-3"
  • หากคุณถึงจุดเดียวกันก่อนนับครบ 3 วินาที แสดงว่าคุณอยู่ใกล้เกินไป
  • เพิ่มระยะห่างเป็น 4-6 วินาที ในสภาพถนนเปียก ลื่น หรือทัศนวิสัยไม่ดี

ระยะทางตามความเร็ว

  • ที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ควรเว้นระยะห่างประมาณ 36 เมตร
  • ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ควรเว้นระยะห่างประมาณ 60 เมตร

 

การควบคุมความเร็ว
ขับขี่ตามกฎหมายจราจร

ปฏิบัติตามข้อจำกัดความเร็วของถนนในแต่ละพื้นที่ เช่น

  • ในเขตเมือง ไม่เกิน 80 กม./ชม.
  • นอกเขตเมือง/ทางหลวง ไม่เกิน 90-120 กม./ชม. (ขึ้นอยู่กับป้ายกำหนด)
     

ปรับความเร็วตามสภาพแวดล้อม

  • ลดความเร็วเมื่อขับขี่ในสภาพถนนเปียก ลื่น หรือในพื้นที่การจราจรหนาแน่น
  • ใช้ความเร็วต่ำในบริเวณที่มีรถเลี้ยวเข้า-ออกบ่อย เช่น สี่แยกหรือจุดกลับรถ

หลีกเลี่ยงการเร่งหรือเบรกกระทันหัน

  • การขับขี่ที่ราบรื่นช่วยให้รถคันหลังมีเวลาตอบสนองและลดความเสี่ยงในการชนท้าย

 

กรณีรถชนท้ายเกิดขึ้นจากการที่ รถคันหน้าไม่เปิดไฟเลี้ยว และรถคันหลังชนท้าย คำถามว่าใครเป็นฝ่ายผิดขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในเหตุการณ์และกฎหมายจราจรในพื้นที่นั้นๆ อย่างไรก็ตาม เราสามารถอธิบายสถานการณ์นี้ได้จากหลายมุมมอง

หน้าที่ของผู้ขับขี่ตามกฎหมายจราจร
รถคันหน้า

  • ตามกฎหมายจราจรในประเทศไทย (และส่วนใหญ่ในหลายประเทศ) ผู้ขับขี่มีหน้าที่ต้องส่งสัญญาณไฟเลี้ยวให้ชัดเจนก่อนเปลี่ยนช่องทางหรือเลี้ยวอย่างน้อย 30-60 เมตรล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ขับขี่คนอื่นรับรู้ถึงเจตนาของตน
  • หากรถคันหน้าไม่เปิดไฟเลี้ยวและเปลี่ยนเลนกะทันหัน หรือเลี้ยวในระยะใกล้เกินไปจนทำให้รถคันหลังไม่มีเวลาตอบสนอง อาจถือว่ารถคันหน้าเป็นฝ่ายผิดเพราะกระทำการโดยประมาท

รถคันหลัง

  • กฎหมายยังระบุว่าผู้ขับขี่ต้องรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างรถของตนกับรถคันหน้า เพื่อให้สามารถหยุดรถได้ทันในกรณีฉุกเฉิน
  • หากรถคันหลังขับเข้ามาในระยะที่ใกล้เกินไปจนไม่สามารถเบรกทัน อาจถือว่ารถคันหลังเป็นฝ่ายประมาท แม้รถคันหน้าจะไม่เปิดไฟเลี้ยว

 กรณีที่รถคันหน้าเป็นฝ่ายผิด

  • หากมีพยานหลักฐาน เช่น กล้องหน้ารถที่แสดงให้เห็นว่ารถคันหน้าเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวกะทันหันโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว อาจถือว่ารถคันหน้าเป็นฝ่ายกระทำผิด เนื่องจากการไม่ส่งสัญญาณไฟเลี้ยวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายจราจร
  • การกระทำดังกล่าวอาจถือว่าเป็นการประมาทเลินเล่อและทำให้เกิดอุบัติเหตุ

กรณีที่รถคันหลังเป็นฝ่ายผิด

  • หากไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่ารถคันหน้าเปลี่ยนเลนกะทันหัน หรือหากรถคันหลังขับมาใกล้เกินไปโดยไม่เว้นระยะห่างที่ปลอดภัย รถคันหลังอาจถูกพิจารณาว่าเป็นฝ่ายผิด เพราะการชนท้ายมักถูกตีความว่าเป็นผลจากการขับรถไม่ระมัดระวัง

กรณีที่ทั้งสองฝ่ายผิดร่วมกัน

  • มีความเป็นไปได้ว่าทั้งสองฝ่ายอาจต้องรับผิดร่วมกัน หากพบว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนประมาท เช่น รถคันหน้าไม่เปิดไฟเลี้ยว และรถคันหลังขับตามมาใกล้เกินไปหรือขับเร็วเกินกว่าความเหมาะสม
  • ในกรณีนี้ ความรับผิดชอบต่อความเสียหายอาจถูกแบ่งสัดส่วนระหว่างทั้งสองฝ่าย

สรุป

  • รถคันหน้าอาจเป็นฝ่ายผิด หากไม่เปิดไฟเลี้ยวหรือเปลี่ยนเลนกะทันหันโดยไม่มีเหตุอันสมควร
  • รถคันหลังอาจเป็นฝ่ายผิด หากไม่รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยหรือขับรถเร็วเกินไป
  • ทั้งสองฝ่ายอาจผิดร่วมกัน หากมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ประมาททั้งคู่

คำแนะนำ : การตรวจสอบหลักฐาน เช่น ภาพจากกล้องหน้ารถหรือคำให้การของพยาน จะเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินความผิดในกรณีนี้.

 

กรณีที่ โดนรถชนท้ายจนไปชนคันหน้า เป็นอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย การจัดการสถานการณ์และความรับผิดชอบทางกฎหมายมีรายละเอียดดังนี้:

1.  การรับมือกับสถานการณ์หลังเกิดเหตุ

หยุดรถทันที

  • เปิดไฟฉุกเฉินเพื่อเตือนรถคันอื่น
  • หากจำเป็น ให้เคลื่อนย้ายรถไปในจุดที่ปลอดภัย แต่ถ้าสภาพอุบัติเหตุต้องการตรวจสอบ ควรปล่อยให้รถอยู่ในตำแหน่งเดิม

แจ้งตำรวจ

  • ตำรวจจะมาสอบสวนและจัดการบันทึกข้อมูลอุบัติเหตุ

รวบรวมหลักฐาน

  • ถ่ายรูปตำแหน่งรถ ความเสียหาย และจุดเกิดเหตุ
  • หากมีกล้องหน้ารถ ให้เก็บข้อมูลวิดีโอไว้

แจ้งประกันภัย

  • ติดต่อบริษัทประกันของคุณและแจ้งรายละเอียดอุบัติเหตุ เพื่อเริ่มกระบวนการเคลมประกัน

2. การพิจารณาความรับผิดชอบ
กรณีนี้ความรับผิดชอบจะแบ่งเป็นลำดับตามเหตุการณ์

  1. รถที่ชนท้ายคันแรก (รถคันที่อยู่ด้านหลังสุด)
    โดยปกติจะถูกพิจารณาว่าเป็นฝ่ายผิด เพราะไม่ได้เว้นระยะห่างที่ปลอดภัย
  2. รถที่ถูกชนแล้วชนคันหน้า (รถตรงกลาง)
    หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าแรงชนจากด้านหลังทำให้รถพุ่งไปชนคันหน้าโดยไม่ได้เกิดจากการขับขี่ที่ประมาทของคุณ รถคันกลางจะไม่ได้เป็นฝ่ายผิด
  3. รถคันหน้า
    ในกรณีนี้ รถคันหน้าเป็นฝ่ายเสียหาย แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อให้เกิดอุบัติเหตุ

หลักฐานสำคัญ เช่น กล้องหน้ารถ และพยาน จะช่วยยืนยันว่าแรงกระแทกมาจากรถคันหลังสุด

3. ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประกันภัย

  1. ประกันของรถคันที่ชนท้าย
    โดยปกติ ประกันของรถคันที่ชนท้ายสุดจะต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งต่อรถคันกลางและคันหน้า
  2. ประกันของรถคันกลาง (ผู้เสียหาย)
    หากรถคันกลางมีประกันชั้น 1 หรือชั้น 2+ บริษัทประกันอาจซ่อมแซมให้ก่อน แล้วจึงเรียกค่าเสียหายคืน
    จากประกันของรถคันหลังสุด
  3. การเรียกร้องค่าเสียหายส่วนเกิน
    หากค่าเสียหายเกินวงเงินประกัน คุณสามารถเรียกร้องส่วนที่เกินจากผู้ก่อเหตุได้

4. การป้องกันในอนาคต

  • เว้นระยะห่างที่ปลอดภัย กับรถคันหน้า เพื่อให้มีเวลาเบรกเพียงพอในกรณีฉุกเฉิน
  • ตรวจสอบว่ารถคันหลังเว้นระยะห่างเหมาะสม หากสังเกตว่ารถคันหลังขับมาใกล้เกินไป ควรพยายามเปลี่ยนเลนหรือหลบให้ห่าง

 

กรณีที่มีอาการมึนเมาขณะขับรถและเกิดอุบัติเหตุ เป็นสถานการณ์ที่ร้ายแรงทั้งในด้านกฎหมาย ความปลอดภัย และความรับผิดชอบ โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาดังนี้

ความผิดทางกฎหมาย
การขับรถขณะมึนเมาถือเป็นความผิดร้ายแรงในประเทศไทยตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก โดยกำหนดว่าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดไม่ควรเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (หรือ 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์สำหรับผู้ที่อายุไม่เกิน 20 ปี หรือมีใบขับขี่ชั่วคราว)

บทลงโทษกรณีพบว่ามึนเมาขณะขับขี่

  • ปรับสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
  • จำคุกสูงสุด 1 ปี
  • ถูกระงับใบอนุญาตขับขี่ หรือเพิกถอนใบอนุญาต
  • หากมีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ อาจถูกฟ้องคดีอาญาเพิ่มเติม

2. ผลต่อการเรียกร้องประกันภัย

  1. กรณีที่คุณเป็นฝ่ายผิด
    หากพบว่าคุณมีอาการมึนเมา บริษัทประกันภัยอาจปฏิเสธความคุ้มครอง เนื่องจากการเมาแล้วขับถือเป็นข้อยกเว้นในการรับประกัน
  2. กรณีที่คุณเป็นฝ่ายถูก
    หากพิสูจน์ได้ว่าคุณไม่ได้เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุ คุณยังสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ก่อเหตุได้ แต่ความน่าเชื่อถือของคุณอาจลดลงจากการที่คุณมีอาการมึนเมา

3. การจัดการหลังเกิดเหตุ

  1. หยุดรถและแจ้งตำรวจทันที
    อย่าพยายามหลบหนี เพราะจะเพิ่มความผิดทางกฎหมาย
  2. ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
    อาจตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของคุณ หากพบว่ามึนเมา คุณควรปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างสงบ
  3. แจ้งบริษัทประกันภัย
    แม้ว่าประกันอาจไม่คุ้มครองในกรณีนี้ แต่การแจ้งเหตุจะช่วยให้คุณทราบขั้นตอนต่อไป

4. การป้องกันในอนาคต

  1. หลีกเลี่ยงการขับรถเมื่อดื่มแอลกอฮอล์
    หากจำเป็นต้องเดินทาง ให้ใช้บริการรถสาธารณะ หรือให้เพื่อนที่ไม่ได้ดื่มช่วยขับแทน
  2. เตรียมแผนสำรอง
    หากคุณรู้ว่าจะดื่ม ควรเตรียมวิธีการเดินทางกลับบ้านล่วงหน้า เช่น การเรียกรถแท็กซี่หรือบริการรถส่วนตัว
  3. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย
    ความมึนเมาไม่เพียงส่งผลต่อคุณ แต่ยังเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ร่วมถนนคนอื่น

คำแนะนำเพิ่มเติม:
การดื่มแล้วขับไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อตนเอง แต่ยังส่งผลกระทบทางกฎหมายและศีลธรรม ควรหลีกเลี่ยงทุกกรณีเพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน


 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  
โทรหาศูนย์บริการลูกค้า ธีร์ ทำดีแคร์  096-192-9698

 

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้