หลายครั้งที่เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ไม่ว่าจะรถชนท้ายหรือโดนชนท้าย เปิดหรือไม่เปิดไฟเลี้ยวก็ตาม มักจบลงด้วยการตามหาคนผิดและถูก เสมอ ยิ่งเป็นกรณีชนท้ายด้วยแล้วล่ะก็ เพราะภาพจำส่วนใหญ่มักชี้ว่า “คนชนท้ายนั่นแหละที่เป็นภายผิด”
แต่ในความเป็นจริงแล้ว “คนที่ชนท้ายอาจไม่ได้ผิดเสมอไป” เพราะตามกฎหมาย กรณีรถชนกัน ต้องพิจารณาปัจจัยหลาย ๆ อย่างร่วมด้วย โดยมีปัจจัยที่น่าสนใจดังนี้

1. รถชนท้ายเพราะไม่เปิดไฟเลี้ยว ใครเป็นฝ่ายผิด?
1.1 ฝ่ายที่ไม่เปิดไฟเลี้ยว
- หากผู้ขับขี่ที่เปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวไม่ได้เปิดไฟเลี้ยวให้สัญญาณล่วงหน้า ถือว่าผิดตามกฎหมายจราจร เพราะเป็นการไม่แจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่รายอื่นทราบถึงพฤติกรรมการขับขี่ของตน ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
- กฎหมายจราจรของไทย (ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522) ระบุว่าผู้ขับขี่จะต้องให้สัญญาณไฟเลี้ยวเมื่อมีการเปลี่ยนทิศทาง
1.2 ฝ่ายที่ขับรถชนท้าย
- โดยปกติในกรณีของรถชนท้าย ผู้ขับขี่ที่ชนท้ายมักจะถูกพิจารณาว่ามีส่วนผิดด้วย เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ผู้ขับขี่ต้องเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเพียงพอเพื่อความปลอดภัย หากชนท้ายแสดงว่าไม่ได้เว้นระยะห่างที่เหมาะสม
- อย่างไรก็ตาม หากพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายที่ไม่เปิดไฟเลี้ยวเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ (เช่น เลี้ยวกระทันหันหรือเปลี่ยนเลนโดยไม่มีสัญญาณ) ความผิดอาจถูกแบ่งกันระหว่างทั้งสองฝ่าย
1.3 การแบ่งความผิด
- หากไม่มีหลักฐานหรือพยาน การพิจารณาความผิดจะขึ้นอยู่กับการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
- การมีกล้องหน้ารถหรือพยานบุคคลที่สามารถพิสูจน์เหตุการณ์จะช่วยให้การพิจารณาความผิดชัดเจนมากขึ้น
1.4 ข้อแนะนำในกรณีนี้
- หากคุณเป็นผู้ขับขี่รถชนท้ายและมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ควรแจ้งตำรวจทันทีเพื่อให้มีการตรวจสอบและบันทึกเหตุการณ์อย่างเป็นทางการ
- ควรเก็บหลักฐาน เช่น ภาพถ่ายหรือวิดีโอจากกล้องหน้ารถ เพื่อแสดงเหตุการณ์ก่อนการชน
2. ขับปาดหน้า
หากมีกรณีรถชนท้ายเพราะฝ่ายหนึ่งขับปาดหน้า ต้องพิจารณาเพิ่มเติมดังนี้:
2.1 ความผิดของฝ่ายที่ขับปาดหน้า
- การขับปาดหน้าโดยไม่ได้เว้นระยะห่างที่เพียงพอระหว่างรถตัวเองและรถคันหลัง ถือว่าเป็นการขับขี่โดยประมาท ซึ่งผิดกฎหมายจราจรทางบก
- หากไม่มีการเปิดไฟเลี้ยวหรือการให้สัญญาณก่อนเปลี่ยนเลน การกระทำนี้ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรและสร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน
2.2 ความผิดของฝ่ายที่ชนท้าย
- แม้ฝ่ายที่ปาดหน้าจะมีส่วนผิด แต่ผู้ขับขี่ที่ชนท้ายมักถูกพิจารณาว่ามีส่วนผิดด้วย เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ผู้ขับขี่ต้องรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้า
- อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายที่ปาดหน้าเปลี่ยนเลนกะทันหันจนผู้ขับขี่ที่ตามมาไม่สามารถเบรกได้ทัน อาจทำให้ฝ่ายที่ชนท้ายผิดน้อยกว่า หรือไม่ผิดเลยในบางกรณี ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน
3. การพิจารณาโทษ
3.1 หากฝ่ายปาดหน้ามีความผิดชัดเจน:เช่น
- มีการปาดหน้าในระยะกระชั้นชิด หรือเปลี่ยนเลนโดยไม่มีสัญญาณ อาจต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด
3.2 หากทั้งสองฝ่ายมีส่วนผิด
- เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจแบ่งความผิดตามสัดส่วนการกระทำ เช่น ฝ่ายหนึ่งผิด 70% อีกฝ่ายผิด 30% โดยพิจารณาจากเหตุการณ์และหลักฐาน
4. หลักฐานสำคัญ
- กล้องหน้ารถ : ช่วยแสดงให้เห็นเหตุการณ์ก่อนการชน เช่น การเปลี่ยนเลนหรือการปาดหน้า
- พยานบุคคล : หากมีคนเห็นเหตุการณ์ จะช่วยยืนยันว่าฝ่ายใดมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือประมาท
- ร่องรอยการชน : เช่น จุดที่ชนท้าย หากเกิดจากการเปลี่ยนเลน อาจช่วยยืนยันว่าฝ่ายที่ปาดหน้ามีส่วนผิด
5. ข้อแนะนำสำหรับเหตุการณ์แบบนี้
- เก็บหลักฐานให้ครบถ้วน
- แจ้งตำรวจทันทีและอธิบายเหตุการณ์โดยละเอียด
- หากเป็นไปได้ หลีกเลี่ยงการโต้เถียงกับคู่กรณีและให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ตัดสิน
6. ความรับผิดชอบทางกฎหมาย
ตามกฎหมายจราจรในประเทศไทย การไม่เปิดไฟเลี้ยวขณะเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และผู้ขับขี่ที่ไม่เปิดไฟเลี้ยวอาจถูกพิจารณาว่าเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช่น
- หากผู้ขับขี่ที่ชนท้ายไม่ได้เว้นระยะห่างที่ปลอดภัย อาจต้องร่วมรับผิดชอบด้วย
- หลักฐาน เช่น กล้องหน้ารถ หรือพยาน จะมีบทบาทสำคัญในการระบุความผิด
7. การแก้ไขสถานการณ์หลังเกิดอุบัติเหตุ
- หยุดรถทันที และเปิดไฟฉุกเฉิน
- แจ้งตำรวจเพื่อมาจัดการและทำบันทึกประจำวัน
- หากมีประกัน ให้ติดต่อบริษัทประกันเพื่อเข้ามาดูแล
- รวบรวมหลักฐาน เช่น ถ่ายภาพที่เกิดเหตุ และตรวจสอบความเสียหาย
8. ป้องกันอุบัติเหตุในอนาคต
- เปิดไฟเลี้ยวเสมอ ทุกครั้งที่เปลี่ยนเลนหรือเลี้ยว
- เว้นระยะห่างที่เพียงพอกับรถคันหน้า
- ขับขี่อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น

การเว้นระยะห่างและความเร็ว
การเว้นระยะห่างที่ปลอดภัยและควบคุมความเร็วขณะขับขี่เป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุชนท้าย โดยมีรายละเอียดดังนี้:
1. การเว้นระยะห่างที่เหมาะสม
กฎสามวินาที (3-Second Rule)
- เลือกจุดอ้างอิง เช่น เสาไฟฟ้าหรือป้ายข้างทาง
- เมื่อรถคันหน้าผ่านจุดนั้น ให้นับ "1-2-3"
- หากคุณถึงจุดเดียวกันก่อนนับครบ 3 วินาที แสดงว่าคุณอยู่ใกล้เกินไป
- เพิ่มระยะห่างเป็น 4-6 วินาที ในสภาพถนนเปียก ลื่น หรือทัศนวิสัยไม่ดี
ระยะทางตามความเร็ว
- ที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ควรเว้นระยะห่างประมาณ 36 เมตร
- ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ควรเว้นระยะห่างประมาณ 60 เมตร
การควบคุมความเร็ว
ขับขี่ตามกฎหมายจราจร
ปฏิบัติตามข้อจำกัดความเร็วของถนนในแต่ละพื้นที่ เช่น
- ในเขตเมือง ไม่เกิน 80 กม./ชม.
- นอกเขตเมือง/ทางหลวง ไม่เกิน 90-120 กม./ชม. (ขึ้นอยู่กับป้ายกำหนด)
ปรับความเร็วตามสภาพแวดล้อม
- ลดความเร็วเมื่อขับขี่ในสภาพถนนเปียก ลื่น หรือในพื้นที่การจราจรหนาแน่น
- ใช้ความเร็วต่ำในบริเวณที่มีรถเลี้ยวเข้า-ออกบ่อย เช่น สี่แยกหรือจุดกลับรถ
หลีกเลี่ยงการเร่งหรือเบรกกระทันหัน
- การขับขี่ที่ราบรื่นช่วยให้รถคันหลังมีเวลาตอบสนองและลดความเสี่ยงในการชนท้าย
กรณีรถชนท้ายเกิดขึ้นจากการที่ รถคันหน้าไม่เปิดไฟเลี้ยว และรถคันหลังชนท้าย คำถามว่าใครเป็นฝ่ายผิดขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในเหตุการณ์และกฎหมายจราจรในพื้นที่นั้นๆ อย่างไรก็ตาม เราสามารถอธิบายสถานการณ์นี้ได้จากหลายมุมมอง
หน้าที่ของผู้ขับขี่ตามกฎหมายจราจร
รถคันหน้า
- ตามกฎหมายจราจรในประเทศไทย (และส่วนใหญ่ในหลายประเทศ) ผู้ขับขี่มีหน้าที่ต้องส่งสัญญาณไฟเลี้ยวให้ชัดเจนก่อนเปลี่ยนช่องทางหรือเลี้ยวอย่างน้อย 30-60 เมตรล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ขับขี่คนอื่นรับรู้ถึงเจตนาของตน
- หากรถคันหน้าไม่เปิดไฟเลี้ยวและเปลี่ยนเลนกะทันหัน หรือเลี้ยวในระยะใกล้เกินไปจนทำให้รถคันหลังไม่มีเวลาตอบสนอง อาจถือว่ารถคันหน้าเป็นฝ่ายผิดเพราะกระทำการโดยประมาท
รถคันหลัง
- กฎหมายยังระบุว่าผู้ขับขี่ต้องรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างรถของตนกับรถคันหน้า เพื่อให้สามารถหยุดรถได้ทันในกรณีฉุกเฉิน
- หากรถคันหลังขับเข้ามาในระยะที่ใกล้เกินไปจนไม่สามารถเบรกทัน อาจถือว่ารถคันหลังเป็นฝ่ายประมาท แม้รถคันหน้าจะไม่เปิดไฟเลี้ยว
กรณีที่รถคันหน้าเป็นฝ่ายผิด
- หากมีพยานหลักฐาน เช่น กล้องหน้ารถที่แสดงให้เห็นว่ารถคันหน้าเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวกะทันหันโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว อาจถือว่ารถคันหน้าเป็นฝ่ายกระทำผิด เนื่องจากการไม่ส่งสัญญาณไฟเลี้ยวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายจราจร
- การกระทำดังกล่าวอาจถือว่าเป็นการประมาทเลินเล่อและทำให้เกิดอุบัติเหตุ
กรณีที่รถคันหลังเป็นฝ่ายผิด
- หากไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่ารถคันหน้าเปลี่ยนเลนกะทันหัน หรือหากรถคันหลังขับมาใกล้เกินไปโดยไม่เว้นระยะห่างที่ปลอดภัย รถคันหลังอาจถูกพิจารณาว่าเป็นฝ่ายผิด เพราะการชนท้ายมักถูกตีความว่าเป็นผลจากการขับรถไม่ระมัดระวัง
กรณีที่ทั้งสองฝ่ายผิดร่วมกัน
- มีความเป็นไปได้ว่าทั้งสองฝ่ายอาจต้องรับผิดร่วมกัน หากพบว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนประมาท เช่น รถคันหน้าไม่เปิดไฟเลี้ยว และรถคันหลังขับตามมาใกล้เกินไปหรือขับเร็วเกินกว่าความเหมาะสม
- ในกรณีนี้ ความรับผิดชอบต่อความเสียหายอาจถูกแบ่งสัดส่วนระหว่างทั้งสองฝ่าย
สรุป
- รถคันหน้าอาจเป็นฝ่ายผิด หากไม่เปิดไฟเลี้ยวหรือเปลี่ยนเลนกะทันหันโดยไม่มีเหตุอันสมควร
- รถคันหลังอาจเป็นฝ่ายผิด หากไม่รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยหรือขับรถเร็วเกินไป
- ทั้งสองฝ่ายอาจผิดร่วมกัน หากมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ประมาททั้งคู่
คำแนะนำ : การตรวจสอบหลักฐาน เช่น ภาพจากกล้องหน้ารถหรือคำให้การของพยาน จะเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินความผิดในกรณีนี้.

กรณีที่ โดนรถชนท้ายจนไปชนคันหน้า เป็นอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย การจัดการสถานการณ์และความรับผิดชอบทางกฎหมายมีรายละเอียดดังนี้:
1. การรับมือกับสถานการณ์หลังเกิดเหตุ
หยุดรถทันที
- เปิดไฟฉุกเฉินเพื่อเตือนรถคันอื่น
- หากจำเป็น ให้เคลื่อนย้ายรถไปในจุดที่ปลอดภัย แต่ถ้าสภาพอุบัติเหตุต้องการตรวจสอบ ควรปล่อยให้รถอยู่ในตำแหน่งเดิม
แจ้งตำรวจ
- ตำรวจจะมาสอบสวนและจัดการบันทึกข้อมูลอุบัติเหตุ
รวบรวมหลักฐาน
- ถ่ายรูปตำแหน่งรถ ความเสียหาย และจุดเกิดเหตุ
- หากมีกล้องหน้ารถ ให้เก็บข้อมูลวิดีโอไว้
แจ้งประกันภัย
- ติดต่อบริษัทประกันของคุณและแจ้งรายละเอียดอุบัติเหตุ เพื่อเริ่มกระบวนการเคลมประกัน
2. การพิจารณาความรับผิดชอบ
กรณีนี้ความรับผิดชอบจะแบ่งเป็นลำดับตามเหตุการณ์
- รถที่ชนท้ายคันแรก (รถคันที่อยู่ด้านหลังสุด)
โดยปกติจะถูกพิจารณาว่าเป็นฝ่ายผิด เพราะไม่ได้เว้นระยะห่างที่ปลอดภัย - รถที่ถูกชนแล้วชนคันหน้า (รถตรงกลาง)
หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าแรงชนจากด้านหลังทำให้รถพุ่งไปชนคันหน้าโดยไม่ได้เกิดจากการขับขี่ที่ประมาทของคุณ รถคันกลางจะไม่ได้เป็นฝ่ายผิด - รถคันหน้า
ในกรณีนี้ รถคันหน้าเป็นฝ่ายเสียหาย แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อให้เกิดอุบัติเหตุ
หลักฐานสำคัญ เช่น กล้องหน้ารถ และพยาน จะช่วยยืนยันว่าแรงกระแทกมาจากรถคันหลังสุด
3. ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประกันภัย
- ประกันของรถคันที่ชนท้าย
โดยปกติ ประกันของรถคันที่ชนท้ายสุดจะต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งต่อรถคันกลางและคันหน้า
- ประกันของรถคันกลาง (ผู้เสียหาย)
หากรถคันกลางมีประกันชั้น 1 หรือชั้น 2+ บริษัทประกันอาจซ่อมแซมให้ก่อน แล้วจึงเรียกค่าเสียหายคืนจากประกันของรถคันหลังสุด
- การเรียกร้องค่าเสียหายส่วนเกิน
หากค่าเสียหายเกินวงเงินประกัน คุณสามารถเรียกร้องส่วนที่เกินจากผู้ก่อเหตุได้
4. การป้องกันในอนาคต
- เว้นระยะห่างที่ปลอดภัย กับรถคันหน้า เพื่อให้มีเวลาเบรกเพียงพอในกรณีฉุกเฉิน
- ตรวจสอบว่ารถคันหลังเว้นระยะห่างเหมาะสม หากสังเกตว่ารถคันหลังขับมาใกล้เกินไป ควรพยายามเปลี่ยนเลนหรือหลบให้ห่าง
กรณีที่มีอาการมึนเมาขณะขับรถและเกิดอุบัติเหตุ เป็นสถานการณ์ที่ร้ายแรงทั้งในด้านกฎหมาย ความปลอดภัย และความรับผิดชอบ โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาดังนี้
ความผิดทางกฎหมาย
การขับรถขณะมึนเมาถือเป็นความผิดร้ายแรงในประเทศไทยตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก โดยกำหนดว่าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดไม่ควรเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (หรือ 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์สำหรับผู้ที่อายุไม่เกิน 20 ปี หรือมีใบขับขี่ชั่วคราว)
บทลงโทษกรณีพบว่ามึนเมาขณะขับขี่
- ปรับสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
- จำคุกสูงสุด 1 ปี
- ถูกระงับใบอนุญาตขับขี่ หรือเพิกถอนใบอนุญาต
- หากมีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ อาจถูกฟ้องคดีอาญาเพิ่มเติม
2. ผลต่อการเรียกร้องประกันภัย
- กรณีที่คุณเป็นฝ่ายผิด
หากพบว่าคุณมีอาการมึนเมา บริษัทประกันภัยอาจปฏิเสธความคุ้มครอง เนื่องจากการเมาแล้วขับถือเป็นข้อยกเว้นในการรับประกัน
- กรณีที่คุณเป็นฝ่ายถูก
หากพิสูจน์ได้ว่าคุณไม่ได้เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุ คุณยังสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ก่อเหตุได้ แต่ความน่าเชื่อถือของคุณอาจลดลงจากการที่คุณมีอาการมึนเมา
3. การจัดการหลังเกิดเหตุ
- หยุดรถและแจ้งตำรวจทันที
อย่าพยายามหลบหนี เพราะจะเพิ่มความผิดทางกฎหมาย - ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
อาจตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของคุณ หากพบว่ามึนเมา คุณควรปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างสงบ - แจ้งบริษัทประกันภัย
แม้ว่าประกันอาจไม่คุ้มครองในกรณีนี้ แต่การแจ้งเหตุจะช่วยให้คุณทราบขั้นตอนต่อไป
4. การป้องกันในอนาคต
- หลีกเลี่ยงการขับรถเมื่อดื่มแอลกอฮอล์
หากจำเป็นต้องเดินทาง ให้ใช้บริการรถสาธารณะ หรือให้เพื่อนที่ไม่ได้ดื่มช่วยขับแทน
- เตรียมแผนสำรอง
หากคุณรู้ว่าจะดื่ม ควรเตรียมวิธีการเดินทางกลับบ้านล่วงหน้า เช่น การเรียกรถแท็กซี่หรือบริการรถส่วนตัว
- ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย
ความมึนเมาไม่เพียงส่งผลต่อคุณ แต่ยังเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ร่วมถนนคนอื่น
คำแนะนำเพิ่มเติม:
การดื่มแล้วขับไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อตนเอง แต่ยังส่งผลกระทบทางกฎหมายและศีลธรรม ควรหลีกเลี่ยงทุกกรณีเพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทรหาศูนย์บริการลูกค้า ธีร์ ทำดีแคร์ 096-192-9698